เรื่องการพัฒนาบ้านเมืองนั้น แต่เดิมมาประชาชนไม่เคยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ จึงทำให้เกิดปัญหา ที่มีผลกระทบโดยตรงกับประชาชนมากมาย เช่น การสร้างเขื่อน ทำเหมืองแร่ การสร้างท่อแก็ส และเรื่องที่อยู่อาศัยที่ทำกิน เนื่องจากการส่งเสริมการพัฒนาของรัฐไม่ได้ใส่ใจว่า ประชาชนจะเป็นอยู่อย่างไร คุณภาพวิถีชีวิตของชุมชนจะเป็นอย่างไร รัฐไม่ได้มีการสื่อสารทำความเข้าใจ หรือสอบถามความต้องการของประชาชนก่อนในกระบวนการพัฒนา สิทธิระดับสากล ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา พ.ศ. 2529 ได้มีการหยิบยก เรื่องสิทธิในการพัฒนา ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอันพึ่งปรารถนา เช่น
ข้อ 1 กำหนดไว้ว่า สิทธิในการพัฒนา เป็นสิทธิมนุษยชน ประชาชนจึงมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้าร่วม และมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง อันทำให้สิทธิมนุยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เกิดการบังคับใช้และเกิดผล
ข้อ 2 คนคือศูนย์กลางของการพัฒนา ควรได้รับการส่งเสริม และคุ้มครองระเบียบที่เหมาะสมทางการเมือง และเศรษฐกิจเป็นต้น
สิทธิขั้นพื้นฐานของประเทศ เมื่อปี2540 ได้เกิดการปฏิรูป โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 76 ได้กำหนดให้ประชานชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจ ทางการเมือง และการวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมกระทั้งการตรวจสอบอำนาจรัฐในทุกระดับ เช่นหากรัฐมีนโยบายที่จะนำขยะไปทิ้ง ทำการฝังกลบ หรือต้องการสร้างโรงไฟฟ้าในชุมชน รัฐจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารและ มีส่วนร่วมในการลงความเห็นด้วย
คุณปิยเชษฐ์ แคล้วคลาด ประธานสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์ ได้แสดงความคิดเห็น ในเรื่องการที่รัฐจะต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมว่า รัฐไม่ได้กำหนดช่องทางที่สามารถให้ประชาชน เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังทั่วถึง เช่นกรณีการทำประชาพิจารณ์ ในการมีส่วนร่วมตัดสินใจในท้องถิ่นต่อนโยบายรัฐ โดยรัฐ ไม่ได้ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้น จึงเกิดปัญหาการต่อต้านจากประชาชน แม้จะมีผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร หากประชาชนยังคงมาใช้สิทธิ ค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะประชาชนยังไม่มีความเข้าใจ รัฐควรหามาตรการทำความเข้าใจ เพื่อให้ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เช่น กำหนดกฎหมายลูก มารองรับการบังคับใช้ให้เกิดความสอดคล้อง
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แม้ผู้ใช้แรงงานดูเหมือนมีส่วนร่วมโดยมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ แต่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ไม่รับรู้ หรือมีความเข้าใจ มีส่วนร่วมในการใช้สิทธิ แม้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หากไม่รู้สิทธิก็คงไม่มีความหมาย สิ่งที่สำคัญ คือ มาตรา 50 ในเรื่องวุฒิการศึกษาที่ผู้มีสิทธิในการลงสมัครผู้แทนราษฎร สมาชิวุฒิสภา ต้องจบปริญญาตรีจึงลงสมัครได้ แต่พื้นฐานคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้จบปริญญาตรี มาตรานี้ถือว่าปิดกั้นสิทธิของคนส่วนใหญ่ ในการเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตย การที่คนส่วนใหญ่ไม่จบปริญญาตรีก็เพราะรัฐไม่ให้โอกาสในเรื่องการศึกษา แม้จะมีการเคลื่อนไหวไม่ให้เกิดการจำกัดสิทธิตรงนี้ ปัจจุบันก็ยังไม่เป็นผลไม่ได้รับการแก้ไข อาจเป็นเพราะ ผู้ที่ทำการร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ได้เปรียบทางสังคม ผู้ใช้แรงงาน ควรมีการเสนอให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรานี้ ให้มีความสอดคล้องกับความเป็นจริง และคนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยและร่วมผลักดัน ไม่ใช่ว่าคนจบปริญญาเท่านั้น จึงสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ คงไม่จริงเพราะ เห็นได้จากการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่ได้หันกลับมาใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ดั่งเดิม เช่น ความรู้เรื่องการเกษตร เรื่องสังคมการอยู่ร่วมกัน และการรักษาโรค สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภูมิคุ้มกันให้ชุมชนเข้มแข็งรอดพ้นวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน
คุณ สมศักดิ์ โกสัยสุข ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เสนอความคิดเห็นเรื่อง รัฐธรรมนูญมาตรา 76 ว่า มีความสำคัญ แต่ในทางการปฏิบัติยังคงมีปัญหา
เพราะรัฐไม่มีความจริงใจ ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐต้องส่งเสริมให้มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการตัดสินใจทางการเมือง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทุกระดับ โดยต้องออกเป็นกฎหมายลูก เพื่อมารองรับ การกำหนด กฎเกณฑ์ เช่นกรณีสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด บ่อนอก ประชาชนควรมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น เพื่อถามความเห็นประชาชนและทำการศึกษา ถึงผลดี ผลเสีย หากประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย รัฐควรทำตาม ไม่ใช่ตัดสินใจแล้ว เชิญประชาชนมาเข้าร่วม ถือเป็นการหลอกประชาชน จึงเกิดแรงต่อต้าน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของประชาชน ในการใช้สิทธิ และรัฐบาลไม่มีสิทธิในการปฏิเสธ หรือปราบปราม การชุมนุม หรือบังคับให้มีการยอมรับสิ่งที่รัฐกระทำ หากประชาชน เดือดร้อน เช่น กรณีเขื่อนปากมูล
นโยบายการขายรัฐวิสาหกิจ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจได้ทำการเรียกร้องให้ทำประชามติ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าเห็นด้วยกับรัฐหรือไม่ ในการขายรัฐวิสาหกิจ แต่รัฐก็ไม่ยอมทำประชามติ กลับเลือกทำตามเงื่อนไข IMF. ในการขายรัฐวิสาหกิจ จึงถือว่ารัฐไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ทั้งรัฐบาลชุดเก่าและรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่เห็นว่าประชาชนไม่มีสิทธิตัดสินใจในทางการเมือง เช่นการที่ขบวนการแรงงานเรียกร้องให้คนงานที่ทำงานในเขตพื้นที่ใดมีสิทธิ เลือก ส.ส.ในเขตพื้นที่นั้นซึ่งไม่ได้รับการตอบสนอง คนงานก็ยังคงต้องกลับไปเลือกตั้ง ส.ส.ตามภูมิลำเนาเดิม ทำให้ไม่ได้ ส.ส.ของตนเองเข้าไปนำเสนอปัญหาในสภาผู้แทนราษฎร
การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจโดยการตั้งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การเลือกตั้งยังคงกระทำแบบ ไม่ถูกวิธี เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปเป็นกรรมการไม่ได้เป็นคนยากคนจน และไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชน มีแต่พวกนายทุน นักวิชาการ ตัวแทนแรงงานตัวแทนชาวนามีไม่กี่คน ทั้งที่ประเทศไทยมีแรงงานและชาวนาจำนวน 80%ของประเทศ คณะกรรมการจำนวน 99 คนต้องมีตัวแทนคนจนอย่างน้อย 80 คน จึงถือว่ารัฐไม่ได้เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่ ได้เข้าไปกำหนดวางแผนการพัฒนา หรือแม้หากสภาที่ปรึกษาฯกำหนดแผนพัฒนาแล้วเสร็จ รัฐอาจไม่ทำตามก็ได้ ยังคงเป็นสิทธิ์อันชอบของรัฐบาล
การตรวจสอบอำนาจรัฐในทุกระดับ มีความลำบากมาก เช่น กรณีที่สหภาพแรงงานรถไฟจะกระทำการไต่สวนสาธารณะ เพื่อต้องการให้เกิดการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุน หากประชาชนต้องการข้อมูลสัญญาที่รัฐได้ทำไว้กับเอกชน ว่าจะเกิดผลกระทบกับประชาชนหรือไม่ เช่นกรณีค่าโง่ทางด่วน ค่าเอฟที ที่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตทำสัญญา และประชาชนมิได้มีส่วนในการรับรู้ หรือตรวจสอบการทำสัญญาของภาครัฐที่ทำให้เกิดผลกระทบ และการทำงานของ ปปช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ก็ยังไม่เคยได้ผู้กระทำผิดมาลงโทษ จึงสรุปได้ว่าแม้กฎหมายรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ดี แต่หากรัฐไม่กระทำตาม ประชาชนควรชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามกฎหมาย หากยังไม่ปฏิบัติประชาชนก็ควรปฏิเสธรัฐบาลชุดนั้น เพราะกฎหมายต่างๆ ต้องอาศัยรัฐในการบังคับใช้ ซึ่งปัจจุบันการทำงานของนักการเมืองฝ่ายค้านก็ไม่ค่อยกล้าตรวจสอบ เพราะหากตัวเองกลับมาเป็นรัฐบาลก็คงทำเช่นเดียวกัน การที่ตัวแทนของคนยากจนจริงๆ ไม่มี เป็นการกดขี่คนจนไม่ให้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจ ในการพัฒนาประเทศ หรือตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างแท้จริง การพยายามแทรกแซงส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมการในส่วนต่างๆ โดยแฝงมาเป็นตัวแทนประชาชน ประชาชนจึงต้องได้รับความเดือดร้อนจากการใช้อำนาจรัฐในการพัฒนาประเทศ