มีอะไรใหม่ใน ร่างพรบ.บริหารงานบุคคลท้องถิ่น ฉบับใหม่

ตามที่ได้นำเสนอไปแล้ว ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …………….. นั้น

วันนี้จะขอหยิบยกเนื้อหาสาระเอาที่สำคัญๆ นะครับ ว่า มีอะไรใหม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

ประเด็นที่หนึ่ง  มีการยุบ ก.ต่างๆ  เช่น  กจ.กท. ก.อบต. หรือแม้กระทั่ง ก.กลาง ให้เหลือเพียง ก.เดียว เรียกว่า กถ. หรือคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็น ประธาน และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเลขานุการ  และให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด เรียกว่า อ.ก.ถ.จังหวัด  หรือ คณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และมีหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด เป็นเลขานุการ
ประเด็นที่สอง  ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น เรียกย่อๆ ว่า ก.พ.ถ.  เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ
ประเด็นที่สาม  ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทำงานที่เดียวติดต่อกันครบสี่ปี ให้สับเปลี่ยนหน้าที่ ย้ายหรือโอนไปปฏิบัติหน้าที่อื่น
ประเด็นที่สี่  การสร้างดุลย์อำนาจระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น กับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พูดง่ายๆก็คือแบ่งอำนาจในการบริหารงานบุคคลกันระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น กับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นเอง  โดย
(๑) ผู้บริหารท้องถิ่น มีอำนาจสำหรับข้าราชการท้องถิ่น ประเภทบริหารท้องถิ่น (เฉพาะปลัด/รองปลัด)
(๒) ข้าราชการท้องถิ่น ประเภทอำนวยการท้องถิ่น หรือข้าราชการระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป ผู้บริหารท้องถิ่นใช้อำนาจตามข้อเสนอของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๓) ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา หรือที่มีวิทยะฐานะเชี่ยวชาญขึ้นไป ผู้บริหารท้องถิ่นใช้อำนาจตามข้อเสนอของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๔) ข้าราชการอื่นนอกจาก (๑)-(๓) เป็นอำนาจของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เป็นยังไงบ้างครับ อ่านแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงจากของเดิมมากน้อยเพียงใดหรือป่าวครับ  โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเห็นด้วยในบางประเด็น และไม่เห็นด้วยในอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะ  สำนักงาน ก.ถ. และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  ไหนๆ ก็จะปฏิรูปกันแล้วทำไมไม่ทำให้มันเป็นเอกภาพไปเลย โดยเฉพาะประเด็นข้าราชการท้องถิ่น กับข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำไมไม่ทำให้ข้าราชการสองประเภทนี้เป็นข้าราชการประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแบ่งแยกกัน  ให้มันเป็นข้าราชการท้องถิ่นเหมือนกัน การบริหารงาน ความก้าวหน้าในสายงานไปมาหากันได้โดยง่าย  ถ้ายังแบ่งเป็นข้าราชการส่วนกลาง กับข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่แบบนี้ มันไม่แตกต่างอะไรกับรูปแบบเดิมๆ มันเหมือนไม่ได้ปฏิรูป ความรู้สึกเดิมๆของข้าราชการส่วนท้องถิ่น มันก็ยังเป็นข้าราชการชั้นสองเหมือนเดิม มันยังรู้สึกเหมือนเจ้านายกับลูกน้องเหมือนเดิม มันยังรู้สึกเหมือนผู้ปกครอง กับผู้ถูกปกครองเหมือนเดิม  ไม่รู้นะ  ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ เพื่อนๆ คนอื่นอาจจะแฮปปี้กับการที่มีเจ้านาย มีลูกพี่เป็นเจ้านายในกรม กอง ในจังหวัดก็เป็นได้นะครับ

จริงๆแล้วผมอยากเห็นโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นอิสระจากราชการส่วนกลาง ผมอยากเห็นสภาท้องถิ่นแห่งชาติ มาทำหน้าที่แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักนายกรัฐมนตรี  นี่คือหัวใจสำคัญ ที่ข้าราชการท้องถิ่นเขาต้องการให้ปฏิรูป แต่อย่างว่าล่ะครับ ภาษิตกฎหมายที่จำได้สมัยเรียนเขาบอกไว้ว่า  “ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็ย่อมเขียนเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น”

 

ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ……………

นี่คงเป็นอีกก้าวหนึ่ง……………เริ่มใกล้เข้ามาแล้วครับ ผู้ใดเตรียมตัวให้พร้อมก่อนย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นครับ
 
ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ………….. ผ่านความเห็นชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แล้ว เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา (เมื่อวานนี้) ใครสนใจลองหามาอ่านดูนะครับ ตามลิงค์นี้picmob    ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น

ปปช. ไต่สวนคดีผิดวินัยได้แค่กรณี “ทุจริต” เท่านั้น

240px-ฺBuddhaSothornก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะครับ สำหรับแฟนๆ เว็บไซต์ “BLOG ปลัดปรีชา กงภูธร” ที่มีหลายท่านได้ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทางเว็บไซต์  ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ห่างหายไประยะหนึ่งด้วยเหตุผลส่วนตัวที่บางครั้งข้อมูล หรือความเห็นต่างๆ ที่ผมได้แนะนำไปจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเดือดร้อน ต้องยอมรับว่า ผู้ที่ขอคำปรึกษาแต่ละท่านย่อมมีคู่กรณี ซึ่งผมไม่ทราบว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ซึ่งจากกรณีดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ จึงต้องขอยุติบทบาทในด้านการให้คำปรึกษาลงเป็นการชั่วคราว ต้องขออภัยผู้ที่มีคำถามผ่านทางเว็บไซต์ด้วยนะครับ

เมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมาได้มีข่าวเกี่ยวการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ 2 องค์กร ที่มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับอำนาจ หน้าที่ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ซึ่งผมเห็นว่าในเรื่องดังกล่าวเป็นประโยชน์กับพวกเราในส่วนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพอจะมีช่องให้หายใจบ้าง ในกรณีที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง  ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาอำนาจของ ปปช.ในการชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยิ่งใหญ่ คับฟ้า คับแผ่นดินจริงๆ ผู้ที่ถูกชี้มูลความผิดไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลย แม้ว่าจะกระทำโดยไม่ตั้งใจ รู้เท่าไม่ถึงการ หรือคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม แต่ถ้าเข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่นไปได้ และที่สำคัญหน่วยงานราชการ หรือผู้บังคับบัญชาไม่มีทางเห็นเป็นอื่นไปได้เลย ต้องจำยอมนำเอาสำนวนการไต่สวน และชี้มูลความผิดของ ปปช. มาเป็นมูลในการลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ หรือผู้ใต้บังคับบัญชาโดยไม่ต้องดำเนินการตามกระบวนการวินัยอีก  โดยส่วนตัวของผมถือว่ากรณีดังกล่าวมันโหดร้ายมาก สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบางคน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านกฏหมายด้วยแล้ว

วันนี้จึงขออนุญาตนำบทความเกี่ยวกับการโต้แย้งกันทางด้านความเห็นทางกฎหมายระหว่างศาลปกครอง กับ ปปช.มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่าน และช่วยกันวิเคราะห์ในแง่มุมกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุดนะครับ

(บทความจาก http://thaipublica.org/2016/01/nacc-45/)

เมื่อปี 2558 มีคำพิพากษาในคดีหนึ่งของศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ เนื่องจากมีผลเป็นการจำกัดอำนาจขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันและประพฤติมิชอบ อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปโดยปริยาย

คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว คือคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.505/2553 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1037/2558 ที่ นายสมปอง คงศิริ อดีตนายช่างรังวัด 7 ฝ่ายรังวัด สำนักงานที่ดิน จ.นนทบุรี (ผู้ฟ้อง) ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน (ผู้ถูกฟ้อง) กรณีมีคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 1567/2547 ไล่นายสมปองออกจากราชการ เมื่อปี 2547 หลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดนายสมปอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายช่างรังวัด 5 ฝ่ายรังวัด สำนักงานที่ดิน จ.ปทุมธานี สาขาธัญบุรี กรณีได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยกำกับการเดินสำรวจฝ่ายรังวัด กองกำกับการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จ.เชียงราย แต่ปรากฏว่า นายสมปองได้ลงชื่อเสนอให้ออกโฉนดที่ดิน รวม 24 แปลง ทั้งที่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงตามธรรมชาติ ซึ่งไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะขอออกโฉนดที่ดินได้ ทำเพียงแค่สอบถามไปยัง อ.แม่จัน และหน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงแสน แล้วลงชื่อตรวจเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชา โดยไม่มีการลงตรวจสอบพื้นที่จริง เป็นเหตุให้มีการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้ว่า นายสมปองมีความผิดทางวินัยร้ายแรง จากฐานความผิด 4 ฐาน ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ประกอบด้วย

  1. ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ (มาตรา 82 วรรคสาม)
  2. ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (มาตรา 85 วรรคสอง)
  3. รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (มาตรา 90 วรรคสอง)
  4. เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง (มาตรา 98 วรรคสอง)

อย่างไรก็ตาม นายสมปองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งกรมที่ดินที่ให้ “ไล่ออกจากราชการ” ดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นการฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน และไม่ตรงกับระเบียบของทางราชการและกฎหมาย เป็นเหตุให้ปรับบทความผิดและกำหนดโทษไม่ถูกต้องเหมาะสมและไม่เป็นธรรม จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งกรมที่ดินดังกล่าว

หนึ่งในประเด็นที่นายสมปองใช้ในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง คือเรื่อง “อำนาจในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.” ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า หากข้าราชการรายใดถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัย ก็ให้ยึดสำนวนของ ป.ป.ช. ในการลงโทษ โดยไม่จำเป็นต้องตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนวินัย” ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ อีก

ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนและชี้มูลคดีวินัยเฉพาะฐานความผิด “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” เท่านั้น ส่วนฐานความผิดอื่นๆ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจ นอกจากนี้ ยังไม่พบว่านายสมปองมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จึงมีพิพากษาให้ “เพิกถอน” คำสั่งกรมที่ดินดังกล่าว เพราะออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมา อธิบดีกรมที่ดินยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

หนึ่งในประเด็นที่อธิบดีกรมที่ดินใช้โต้แย้งก็คือ คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 (เรื่องเสร็จที่ 158/2551) เคยวินิจฉัยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัย ใน 2 ฐานความผิด คือ 1. ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และ 2. กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ดังนั้น ความผิดฐานอื่นๆ ของนายสมปอง (อาทิ จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล ฯลฯ) จึงรวมอยู่ในความผิดฐาน “กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” ด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยแก่นายสมปอง ครบทั้ง 4 ฐานความผิด คำสั่งกรมที่ดินดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว (ปรากฏอยู่ในหน้าที่ 29) ซึ่งระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนและชี้มูลคดีทางวินัยเฉพาะความผิดฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” เท่านั้น

ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงข้อโต้แย้งของคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนจะตั้งประเด็นที่ต้องวินิจฉัยออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ

  • คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยในฐานความผิดอื่นๆ นอกเหนือจาก “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” หรือไม่
  • คำสั่งของกรมที่ดินที่ให้ไล่นายสมปองออกจากราชการ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  • นายสมปองได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หรือไม่

ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือ ประเด็นที่ 1 เรื่อง “อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.” เพราะจะส่งผลต่อการวินิจฉัยประเด็นที่ 2-3 โดยศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุ มาตรา 301 วรรคหนึ่ง, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19, มาตรา 88, มาตรา 91 และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 200-205 ข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจไต่สวนพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หมายถึงเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเท่านั้น

“แต่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เป็นมูลความผิดทางอาญา ส่วนความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ เป็นมูลความผิดทางวินัย นอกจาก 3 กรณีดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริง ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดี (นายสมปอง) เฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เท่านั้น”

เมื่อศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยเฉพาะฐานความผิด “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” มติที่นายสมปองถูกชี้มูลในฐานความผิดอื่นจริงไม่ผูกพันกับกรมที่ดิน จะนำมาลงโทษนายสมปองโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ได้ จึงเหลือเพียงฐานความผิดเดียว คือทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งจากการพิจารณาพยานหลักฐาน ไม่พบว่านายสมปองมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด เนื่องจากระเบียบของกรมที่ดินที่เกี่ยวข้อง รวม 2 ฉบับ ไม่ได้กำหนดให้ผู้ช่วยผู้กำกับการเดินสำรวจ ฝ่ายรังวัด ต้องออกไปปฏิบัติงานภาคสนามเพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่จะมีการออกโฉนดที่ดินเป็นที่สาธารณะประโยชน์อันเป็นที่ดินต้องห้ามในการออกโฉนดที่ดินหรือไม่แต่อย่างใด อุทธรณ์ของอธิบดีกรมที่ดินจึงฟังไม่ขึ้น

 

ที่มา : http://thaipublica.org/2016/01/nacc-45/

ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดวินัยของข้าราชการ

picmob

ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดวินัยของข้าราชการ[1]

ลักษณะการกระทำผิดวินัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
ได้แก่ การใช้เวลาราชการทำงานส่วนตัว ไม่อยู่ปฏิบัติงาน ปล่อยให้งานคั่งค้างหรือทำงานแบบให้พอเสร็จไปวันๆ การปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ และการทะเลาะวิวาทเกิดความแตกแยกขาดความสามัคคีกันภายในหน่วยงาน

ปัจจัยที่ข้าราชการเห็นว่ามีผลต่อการกระทำผิดวินัยและเป็นสาเหตุโดยตรง
ได้แก่ การมีรายได้ไม่พอรายจ่ายหรือมีภาระหนี้สิน พฤติกรรมเล่นการพนัน เที่ยวเตร่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรืออบายมุขต่างๆ การไม่ให้ความสำคัญต่อวินัยข้าราชการ การขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับวินัย ผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย การขาดขวัญกำลังใจ การมีโอกาสเอื้อต่อการกระทำผิด กฎหมายและระเบียบในการปฏิบัติงานล้าสมัยและมีรายละเอียดซับซ้อน และการดำเนินการทางวินัยไม่เคร่งครัด

ข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการกระทำผิดวินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการดังต่อไปนี้

  1. การพัฒนาข้าราชการ โดยการปลูกจิตสำนึกเพื่อให้เป็นข้าราชการที่ดีมีความประพฤติที่ดีงาม ปรับทัศนคติของข้าราชการให้ตระหนักถึงความสำคัญของวินัยข้าราชการ เสริมสร้างความรู้และเข้าใจกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวกับวินัยและที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมการมีวินัยในตนเองในการปฏิบัติตนอยู่ในกรอบวินัยข้าราชการและการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง
  2. การปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา โดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาวินัย อบรมชี้แจงให้ข้าราชการเข้าใจกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและบทบาทภาระหน้าที่ของตน ปกครองบังคับบัญชาและพิจารณาความดีความชอบด้วยความเป็นธรรม ยกย่องส่งเสริมผู้รักษาวินัย และกวดขันการรักษาวินัยอยู่เสมอ รวมทั้งดำเนินการทางวินัยด้วยความยุติธรรมอย่างเสมอภาคและเป็นไปตามกฎหมาย
  1. การบริหารงานของส่วนราชการ โดยจัดให้มีการตรวจสอบการรักษาวินัยในแต่ละหน่วยงานประชาสัมพันธ์ให้สังคมช่วยตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และพฤติกรรมของข้าราชการ เสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับทางวินัยให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน ตลอดจนการจัดสวัสดิการให้สอดคล้องกับความจำเป็นของข้าราชการ

 

[1]กลุ่มวินัยและเสริมสร้างระบบคุณธรรมกองการเจ้าหน้าที่
สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
http://www.opsmoac.go.th/ewt_dl_link.php?nid=6540

 

ว่าด้วยมาตรฐานตำแหน่งและคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก

pakuad1

เมื่อเดือนที่แล้ว สำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๐๙.๙/ว ๓ ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) เกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษาเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก โดยกำหนดให้บุคคลที่สำเร็จการศึกษา “คุณวุฒิปริญญาตรีทางการศึกษา หรือสาขาวิชาศึกษาศาสตร์โดยตรงเท่านั้น” ที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก  ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาคุณวุฒิปริญญาตรีอื่นที่มิใช่ปริญญาตรีทางการศึกษา หรือสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ และมีคุณวุฒิประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครูหรือทางการสอน) หรือปริญญาโททางการศึกษา หรือปริญญาโท สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เช่น ครุศาสตรมหาบัณฑิต ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต การศึกษามหาบัณฑิต เป็นต้น ต้องกลายเป็นบุคคลที่มีคุณวุฒิไม่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก และไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้

ประเด็นที่น่าคิดก็คือมาตรฐานตำแหน่งและคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งเดิมของครูผู้ดูแลเด็ก ระบุไว้ชัดเจนว่า “มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา ทุกสาขาวิชาเอก หรือทางอื่นที่ ก.ท.กำหนด เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้” ทำให้ผู้ที่ไม่ได้จบปริญญาตรีทางการศึกษา แต่มีความสนใจที่จะประกอบอาชีพครู ได้ไปแสวงหาความรู้โดยการไปเรียนต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครูหรือทางการสอน) หรือไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโททางการศึกษา เพื่อให้มีคุณวุฒิตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก เพื่อจะให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ และหวังจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นครูผู้ดูแลเด็ก แต่แล้ววันดีคืนดี สำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กลับมีหนังสือแจ้งว่า คุณวุฒิที่พวกเขาอุตส่าห์ไปเรียนต่อมาจนสำเร็จ ทั้งประกาศนียบัตรบัณฑิต และปริญญาโททางการศึกษา ไม่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก และไม่สามารถบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งได้ และมีแนวความคิดที่จะแก้ไขมาตรฐานตำแหน่งและคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก อีกว่า “มีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการศึกษาหรือสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ หรือคุณวุฒิอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันทางการศึกษา หรือสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ หรือคุณวุฒิอื่นที่คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) กำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้”

คนที่คุณวุฒิไม่ตรงตามเจตนารมณ์ที่คณะคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และได้บรรจุแต่งตั้งแล้ว ผมพอเข้าใจเพราะคนกลุ่มนี้จะได้รับการเยียวยาโดยการเข้ารับการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามหลักสูตรที่คณะคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) กำหนด ถือว่ายังได้รับความเดือดร้อน เสียหายน้อยกว่าผู้ที่คุณวุฒิไม่ตรง และยังไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง และรอความหวังที่จะได้รับการจัดสรรตำแหน่ง และได้รับการคัดเลือกโดยวิธีพิเศษ เหมือนเพื่อนๆคนอื่น มันเหมือนโดยฟ้าผ่า หรือถึงกับฝันสลาย ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา จะกลับไปเรียนปริญญาตรีทางการศึกษาใหม่ก็ใช้เวลาอีกประมาณ 2 – 3 ปี เป็นอย่างน้อย และไม่ทราบว่าจะมีตำแหน่งหลงเหลือถึงพวกเขาหลังจากที่เรียนจบมาแล้วหรือไม่ คนพวกนี้น่าเห็นใจมากครับ

คุณวุฒิประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครูหรือทางการสอน) หรือปริญญาโททางการศึกษาก็ถือว่าเป็นวุฒิการศึกษาที่ไม่ขี้เหล่สำหรับตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก ซึ่งอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) น่าจะรับฟังความเห็นของคนกลุ่มนี้ดูบ้างว่าพวกเขา คิดยังไงต่อกรณีนี้  อีกอย่างหนึ่ง แม้จะไม่ใช่ปริญญาตรีทางการศึกษาโดยตรงซะทีเดียว แต่ก็ได้ผ่านการเรียนการสอน และจบจากสถาบันการศึกษาที่ได้มาตรฐาน และน่าเชื่อถือในประเทศไทย ทำไมคณะคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) ถึงไม่ถือโอกาสนี้กำหนดให้คุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา เช่น ประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครูหรือทางการสอน) หรือปริญญาโททางการศึกษา เป็นวุฒิการศึกษาที่ตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งไปเลย แทนที่จะมาแก้ไขมาตรฐานตำแหน่ง และคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งใหม่ครับ ท่านรู้หรือไม่ว่าเจตนารมณ์ของท่าน(คณะคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.)) ทำให้พนักงานจ้างตำแหน่งผู้ช่วยครูผู้ดูแลเด็ก อีกหลายร้อย หลายพันคน ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายคะรับเจ้านาย……………..

อ้างอิง : ๑. หนังสือสำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๐๙.๙/ว ๓ ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
              ๒.  มาตรฐานกำหนดตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก

 

 

ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไง ให้ประชาชนได้ประโยชน์

หลังจากห่างหายไปนาน ตั้งแต่ต้นปี ยังไม่มีโอกาสเขียนอะไรที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวท้องถิ่นเลย ประกอบกับไม่ได้ตอบปัญหาของหลายๆคนที่ฝากไว้ในเว็บนี้ ต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่ผ่านมายังไม่มีแรงกระตุ้นอะไรเป็นพิเศษให้ต้องออกมาหาข้อมูล ที่เป็นพี่น้องท้องถิ่น เพราะต้องพักรบชั่วคราว เนื่องจากปัญหาส่วนตัวบางสิ่งบางอย่างก็เริ่มที่จะแสดงผลเป็นที่น่าพอใจบ้างแล้ว จึงต้องขอพักรบ หยุดหายใจยาวๆ สักพักก่อน……….

วันนี้ (๑๑ ธ.ค. ๕๗) ได้มีโอกาสดูคลิปวีดีโอรายการเถียงให้รู้เรื่อง ทางไทยพีบีเอส ซึ่งได้เชิญตัวแทนข้าราชการท้องถิ่น (พี่ปลัดวิจารณ์ กุลชนะรัตน์) และนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศ (ท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง)มาเถียงกันในหัวข้อ “นายกฯเล็ก สรรหา หรือ รักษาการณ์”  คงไม่ต้องบอกนะครับว่าอะไรเป็นอะไร ใครเถียงรู้เรื่อง ใครเถียงข้างๆคูๆ ในยุคนี้ต้องยอมรับว่า “โคตรชะเลีย” มีอยู่เยอะ หลักการ เหตุผล และความเป็นธรรม แทบจะมองไม่เห็น ผมจึงมีแนวความคิดที่จะขอความคิด ความเห็นจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวท้องถิ่นในหัวข้อที่ผมได้โปรยไว้ข้างต้นครับ  “ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไง ให้ประชาชนได้ประโยชน์”  ร่วมแสดงความคิด ความเห็นที่สร้างสรรได้นะครับ ทุกมิติ ทุกบริบท  เช่น โครงสร้างองค์กร อบจ. เทศบาล อบต. / การบริหารงานบุคคล / กถ. / สังกัดมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี / ตลอดจนการปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจใหม่ให้เป็นรูปธรรม สลายภารกิจ งบประมาณ จากราชการส่วนภูมิภาค สู่ราชการส่วนท้องถิ่น อย่างเต็มกำลัง เงินงบประมาณต้องมา คน บุคลากร ต้องตามมา……………… ผมรอความคิดเห็นจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อยู่นะครับ