บทบัญญัติเรื่องการเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในสัญญาที่ทำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) นั้น กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้สมาชิกสภา อปท. ผู้บริหาร อปท. ปฏิบัติหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่งด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และรักษาผลประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) นั้น โดย สมาชิก อปท. และผู้บริหาร อปท. ในขณะดำรงตำแหน่งจะต้องไม่มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ในสัญญาหรือกิจการใดที่ทำกับ อปท.ที่ตนดำรงตำแหน่ง ในทำนองชงเองกินเอง ประกาศสอบราคาซื้อจ้างเอง รับเหมางานนั้นเสียเอง หรือทำสัญญาจ้างร้านค้าลูกเมียของตนเองซ่อมบำรุงเครื่องจักรเครื่องยนต์และเบิกจ่ายในราคาแพงๆ หรือไม่ก็จ้างลูกหลานบริการของตนเข้ามาทำหน้าที่ใน อปท.โดยไม่ละอาย และไม่มีสำนึกในความเป็นผู้บริหาร อปท.ที่ดี เอาเปรียบสังคม เห็นแก่พวกพ้องและบริวาร
ดังนั้น ผู้บริหาร อปท.ที่มีพฤติกรรมในทำนองนี้ ต้องระมัดระวังให้จงดีนะครับ การทำสัญญาจ้างลูกหลานของตนให้ทำงานและรับเงินจาก อปท.นั้น สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากที่จะเข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทางตรงและทางอ้อมในสัญญาที่ทำกับ อปท. และทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งผู้บริหาร อปท. ฉะนั้น จะทำอะไร จะทำสัญญาจ้างใคร ต้องคิดให้หนัก แม้ไม่มีคนรู้ ไม่มีคนเห็น ไม่มีคนกล้าร้องเรียน แต่ฟ้ามีตา สักวันหนึ่งเวรกรรมจะตามสนองท่าน
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 18 มีนาคม ของทุกปีเป็น “วันท้องถิ่นไทย”
โดยมีสาระสำคัญตามที่กระทรวงมหาไทยรายงานดังนี้
1. บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้วางแนวทางการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง อีกทั้งต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังได้กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกัน
2. รัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยประกาศเป็นหนึ่งในแนวนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “….เร่งรัดการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มีการติดตามประเมินผลและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง” และนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ครั้งที่ 52) ประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 ความตอนหนึ่งว่า “….ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการกระจายอำนาจมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในชุมชนและท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นกระบวนการสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งและทำให้ประชาชนในท้องถิ่นได้สัมผัสถึงคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง…”
3. จังหวัดสมุทรสาครแจ้งว่าได้กำหนดจัดงานประเพณี “18 มีนาสุขาภิบาลท่าฉลอม” ณ เทศบาลนครสมุทรสาครซึ่งมีจุดกำเนิดมาจาก “สุขาภิบาลท่าฉลอม” สุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรกของไทย โดยงานดังกล่าวได้มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งเสนอแนวคิดในการกำหนดให้วันที่ 18 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันท้องถิ่นไทย” ทั้งนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อการปกครองท้องถิ่นไทยและเพื่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกครองท้องถิ่น
4. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้หารือร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553 โดยมีมติร่วมกันในการนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดให้วันที่ 18 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันท้องถิ่นไทย”
5. เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกฐานะตำบลท่าฉลอมขึ้นเป็น “สุขาภิบาลท่าฉลอม” ซึ่งมีความสำคัญ หลายประการ ประการที่หนึ่ง การเป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจการปกครองให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเป็นการวางรากฐานการปกครองท้องถิ่นที่สำคัญยิ่งอันนำไปสู่การวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการที่สอง สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งสามารถเป็นกลไกการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ประการที่สาม นับเป็นโอกาสอันดีในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มุ่งมั่นในการจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนควบคู่ไปกับการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยภายใต้หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนให้หยั่งรากลึกในสังคมไทย
ที่มา : www.voice.co.th 23 มิ.ย. 2553
สืบเนื่องจากบทความที่แล้วซึ่งเป็นการรักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่งของการบริหารราชการส่วนกลาง คราวนี้เรามาดูการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นบ้างว่าเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งในที่นี้จะยกเอากรณีขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นตัวอย่าง กรณีการรักษาราชการแทนปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน มาตรา มาตรา 60/1 บัญญัติว่า ให้มีปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบลรองจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล มอบหมาย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล ( ข้อ 244 – 248)
ข้อ 244 ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ในกรณีที่ไม่มี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหลายคน ให้ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลแต่งตั้งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลแต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลในองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีรองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล จะแต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลในองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้
ข้อ 245 ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรง ตำแหน่งผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลแต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลในกองหรือส่วนราชการนั้นคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรให้เป็น ผู้รักษาราชการแทนได้ แต่เพื่อความเหมาะสมแก่การรับผิดชอบการปฏิบัติราชการในกองหรือส่วน ราชการนั้น ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลอาจแต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลคนใดคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้
ข้อ 246 ให้ผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งใด หรือผู้รักษาราชการแทนผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมอบหมายหรือมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทน ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งมอบหมายหรือมอบอำนาจ
ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทน มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในการรักษาราชการแทน หรือปฏิบัติราชการแทนด้วยแล้วแต่กรณี
ข้อ 247 การเป็นผู้รักษาราชการแทนตามที่กำหนดในประกาศนี้ ไม่กระทบกระเทือนอำนาจประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่จะแต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลอื่น เป็นผู้รักษาราชการแทนตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมาย
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยพ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทนนับแต่เวลาที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งเข้ารับหน้าที่
ข้อ 248 ในกรณีที่ตำแหน่งพนักงานส่วนตำบลตำแหน่งอื่นว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และเป็นกรณีที่มิได้มีการกำหนดไว้เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน ให้ประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจสั่งให้พนักงานส่วนตำบลที่เห็นสมควรโดยให้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถ ความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทางราชการสูงสุด ให้รักษาการในตำแหน่งนั้นได้
ผู้รักษาการในตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้มีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งที่รักษาการนั้น
ในกรณีที่มีกฎหมายอื่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี มติคณะกรรมการตามกฎหมาย หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้น เป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจหน้าที่ใด ก็ให้ผู้รักษาการในตำแหน่งทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่อย่างนั้น ในระหว่างที่รักษาการในตำแหน่ง แล้วแต่กรณี
จากตัวประกาศดังกล่าว จะเห็นได้ว่าได้ล้อมาจากราชการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั้งสิ้น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าการรักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่งของราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ.เทศบาล อบต.กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น เหมือนกับราชการส่วนกลางทุกประการ ฉนั้น ผู้ที่จะแต่งตั้งผู้ใดรักษาราชการแทนผู้ใดควรศึกษาระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อนลงมือดำเนินการ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะเสียใจภายหลังได้
การรักษาราชการแทนหรือการรักษาการในตำแหน่ง
ความหมาย
การรักษาราชการแทนหรือการรักษาการในตำแหน่ง หมายถึง การให้ข้าราชการที่ดำ รงตำแหน่งหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบงานในตำแหน่งอื่นอีกตำแหน่งหนึ่ง เป็นการชั่วคราวในกรณี
ที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนั้นหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
การรักษาราชการแทน
กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (หมวด 6 มาตรา44 – 49 มาตรา 56 และมาตรา 64)
สาระสำคัญ
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 44 ในกรณีที่ไมมี่ผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้รองปลัดกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองปลัดกระทรวงหลายคน ให้นายกรัฐมนตรีสำหรับสำนักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งรองปลัดกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้นายกรัฐมนตรี
สำหรับสำนักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวง ซึ่งดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ปลัดกระทรวงจะแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวง ซึ่งดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำ กว่าผู้อำนวยการกอง หรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทนได้
มาตรา 45 ให้นำ ความในมาตรา 44 มาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดำ รงตำแหน่งปลัดทบวง หรือรองปลัดทบวงตามมาตรา 24 หรือมาตรา 28 ด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 46 ในกรณีที่ไมมีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใด
คนหนึ่ง เป็น ผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรม ซึ่งดำ รงตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่
ตำแหน่งหัวหน้ากอง หรือเทียบเท่าขึ้นไปคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้รักษาราชการแทน แต่ถ้านายกรัฐมนตรีสำหรับสำนักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เห็นสมควรเพื่อความเหมาะสมแก่การรับผิดชอบการปฏิบัติราชการในกรมนั้น นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง จะแต่งตั้งข้าราชการคนใดคนหนึ่ง ซึ่งดำ รงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ อธิบดีจะแต่งตั้งข้าราชการในกรม ซึ่งดำ รงตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี หรือข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้
ให้นำ ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับแก่กรณีที่ไม่มีผู้ดำ รงตำแหน่งเลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำ นวยการ รองผู้อำ นวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 47 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมตามมาตรา 33 วรรคหนึ่งหรือหัวหน้าส่วนราชการตามมาตรา 33 วรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน
ให้นำ ความในมาตรานี้มาใช้บังคับแก่ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรมด้วยโดยอนุโลม
มาตรา 48 ให้ผู้รักษาราชการแทนตามความในพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งใด หรือผู้รักษาราชการแทนผู้ดำ รงตำแหน่งนั้นมอบหมายหรือมอบอำนาจให้ผู้ดำ รงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทน ให้ผู้ปฏิบัติราชการแทน มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งมอบหมายหรือมอบอำนาจ
ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่ง ตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใด เป็น กรรมการหรือ ให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใดให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในการรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี
มาตรา 49 การเป็นผู้รักษาราชการแทนตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนอำนาจนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด ปลัดกระทรวง หรือผู้ดำ รงตำแหน่งเทียบเท่าปลัดกระทรวง ปลัดทบวง อธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่จะแต่งตั้งข้าราชการอื่นเป็นผู้รักษาราชการแทน ตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมาย
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรอง หรือผู้ช่วย พ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทน นับแต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งเข้ารับหน้าที่
มาตรา 56 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได ้ ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มี ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได ้ ให้ปลัดจังหวัดเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดจังหวัดหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือปลัดจังหวัดคนใดคนหนึ่ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำ รงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัดจังหวัดหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้หัวหน้าส่วนราชการประจำ จังหวัด ซึ่งมีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน
มาตรา 64 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งปลัดอำเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการประจำ อำเภอ ผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายอำเภอแต่งตั้งปลัดอำเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการประจำ อำเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมิได้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนไว้ตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ให้ปลัดอำเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการประจำ อำเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน
การรักษาการในตำแหน่ง
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 68 ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ และเป็นกรณีที่มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนที่เห็นสมควรรักษาการในตำแหน่งนั้นได้ผู้รักษาการในตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้มีอำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งที่รักษาการนั้น
ในกรณีที่มีกฎหมายอื่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี มติคณะกรรมการตามกฎหมายหรือคำ สั่งผู้บังคับบัญชา แต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ เป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใดก็ให้ผู้รักษาการในตำแหน่งทำ หน้าที่กรรมการ หรือมีอำนาจหน้าที่อย่างนั้นในระหว่างที่รักษาการในตำแหน่งแล้วแต่กรณี
คำ อธิบายการรักษาการในตำแหน่ง
1.ต้องเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมิได้บัญญัติเรื่องการรักษาราชการแทนไว้เป็นอย่างอื่น จึงสั่งให้ผู้รักษาการในตำแหน่งได้ เช่น ตำแหน่งผู้ตรวจราชการ นิติกร เป็นต้น
2.ผู้ที่จะเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งได้ ต้องเป็นข้าราชการพลเรือน แต่ไม่จำ กัดตำแหน่งและไม่จำ กัดว่าจะต้องอยู่ในสังกัดส่วนราชการเดียวกัน จะตั้งจากข้าราชการพลเรือนต่างกรมก็ได้ ดำ รงตำแหน่งใดอยู่ก็ได้
3.การสั่งให้รักษาการในตำแหน่งในระดับ 8 ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากปลัดกระทรวง เพราะมิใช่การแต่งตั้ง
4.การสั่งให้รักษาการในตำแหน่งจะสั่งไว้เป็นการล่วงหน้าว่า ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เมื่อใด ให้ผู้ที่ระบุไว้ในคำ สั่งเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งได้
5.สั่งให้มีผลย้อนหลังไม่ได้
ขั้นตอนการปฏิบัติ
เมื่อปรากฏว่าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้พิจารณาว่าเป็นตำแหน่งที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติไว้หรือไม่ ถ้าหากกำหนดไว้แล้วก็ให้ดำ เนินการสั่งให้ข้าราชการรักษาราชการแทนหรือโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่ได้บัญญัติไว้ก็ต้องสั่งให้รักษาการในตำแหน่งตามมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
ข้อสังเกต
1.การเป็นผู้รักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่งไม่ทำ ให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่งที่ดำ รงอยู่เดิม
2.ผู้ที่รักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่งใดก็ตามจะพ้นจากการเป็นผู้รักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่งนั้น เมื่อมีผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำ รงตำแหน่งนั้นๆหรือเมื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งกลับมาปฏิบัติราชการในตำแหน่งนั้นๆ แล้ว
3.กฎหมาย 2 ฉบับ ควรพิจารณาจาก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมก่อน ถ้าไม่ได้บัญญัติไว้จึงใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
4.กรณีผู้ดำรงตำแหน่งไม่อาจปฏิบัติราชการได้สำหรับตำแหน่งปลัดทบวง รองปลัดทบวง เลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำ นวยการ รองผู้อำ นวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดี ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมด้วย ที่มิได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้พิจารณาปัญหา ดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเมื่อมีเลขาธิการและรองเลขาธิการ แต่ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ก็สามารถดำ เนินการออกคำ สั่งการรักษาราชการแทนได้เช่นเดียวกับส่วนราชการในระดับกรมอื่นๆ โดยใช้หลักเกณฑ์ของมาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวมาบังคับใช้โดยอนุโลม (หนังสือสำ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร 0601/991 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2543)
5.กรณีรองผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ซึ่งมิได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้นหากต้องการให้มีผู้ทำหน้าที่และรับผิดชอบงานในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ต้องสั่งให้รักษาการในตำแหน่งตามมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
กรณีที่สำ นักงาน ก.พ.เคยตอบข้อหารือ
ข้อหารือ ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการประจำ จังหวัด และตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการประจำ อำเภอ ตามมาตรา 31 วรรคสอง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้และผู้บังคับบัญชาประสงค์ให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้น จะต้องดำ เนินการอย่างไร
ตอบข้อหารือ กรณีนี้ก็จะต้องดำ เนินการแต่งตั้งข้าราชการในกรมซึ่งดำ รงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน ตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น พาณิชย์จังหวัดไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการของกรมเจ้าสังกัดย่อมมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานปลัดกระทรวง ซึ่งดำ รงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทนพาณิชย์จังหวัดได้ (หนังสือสำ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร 0604/26 ลงวันที่ 12 มกราคม 2539)
ข้อหารือผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้ข้าราชการผู้ดำ รงตำแหน่งระดับ 8 รักษาการในตำแหน่งระดับ 7 ได้หรือไม่
ตอบข้อหารือ ได ้ เพราะมาตรา 68 บัญญัติให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 52 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนที่เห็นสมควรรักษาการในตำแหน่งได้ และโดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจบรรจุและแต่งตั้ง ข้าราชการตั้งแต่ระดับ 7 ลงมาในราชการบริหารส่วนภูมิภาคที่มิใช่ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการประจำ จังหวัด ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีอำนาจที่จะสั่ง ข้าราชการให้รักษาการในตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับ 7 ลงมา ในกรณีดังกล่าวได้ (ถือตำแหน่งที่รักษาการเป็นหลัก) โดยสั่งจากข้าราชการพลเรือนตำแหน่งระดับใด ก็ได้ที่เห็นสมควร
ข้อหารือ กรณีกรมหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการ จะแต่งตั้งข้าราชการครู ระดับ 7 ในสังกัดกรมเดียวกันที่มาช่วยปฏิบัติราชการที่สำ นักงานเลขานุการกรมให้รักษาราชการแทนเลขานุการกรมได้หรือไม่
ตอบข้อหารือ กรมดังกล่าว อาจแต่งตั้งข้าราชการครูระดับ 7 ในสังกัดที่มาช่วยปฏิบัติราชการที่สำ นักงานเลขานุการกรมให้รักษาราชการแทนเลขานุการกรม ในกรณีที่เลขานุการกรม ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้เนื่องจากข้าราชการครูดังกล่าวก็เป็นข้าราชการในสังกัดกรมเดียวกันและดำ รงตำแหน่งไม่ต่ำ กว่าหัวหน้ากอง(หนังสือสำ นักงาน ก.พ.ที่ นร 0703/548 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2539)
ข้อหารือ กรมหนึ่ง มีรองอธิบดี 2 คน รองอธิบดีคนหนึ่งไปต่างประเทศและระหว่างนั้นอธิบดีไม่ อาจปฏิบัติราชการได ้ ปลัดกระทรวงต้องแต่งตั้งรองอธิบดีที่ยังอยู่ ให้รักษาราชการแทนได้หรือไม่
ตอบข้อหารือ เนื่องจากเหลือรองอธิบดีอยู่เพียงคนเดียว จึงให้รักษาราชการแทนได้โดยอัตโนมัติไม่ต้องสั่งแต่งตั้งทั้งนี้ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ข้อหารือ กระทรวงหนึ่ง มีคำ สั่งให้นาย จ. ตำแหน่งผู้อำนวยการกอง กรม ต. ไปรักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (นักวิชาการ 9 ชช.) ที่ว่าง กรณีดังกล่าวนี้นาย จ. จะพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการกอง หรือไม่ และจะมีสิทธิได้รับเงินประจำ ตำแหน่งผู้อำนวยการกองหรือไม่อย่างไร
ตอบข้อหารือ การที่กระทรวงดังกล่าว มีคำ สั่งให้นาย จ. ตำแหน่งผู้อำนวยการกอง ไปรักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (นักวิชาการ 9 ชช.) ที่ว่าง คำ สั่งดังกล่าวไม่ทำ ให้บุคคลผู้นี้พ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการกอง และหากนาย จ. ยังคงปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งผู้อำนวยการกองก็จะมีสิทธิได้รับเงินประจำ ตำแหน่งผู้อำนวยการกอง ดังกล่าวต่อไป แต่ถ้านาย จ. ปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (นักวิชาการ 9 ชช.) โดยมิได้ปฏิบัติหน้า ที่หลักของตำแหน่ง ผู้นวยการกองก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินประจำ ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินประจำ ตำแหน่งใด
(หนังสือสำ นักงาน ก.พ.ที่ นร 0703/675 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2542)
ต้องยอมรับประการหนึ่งว่า เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมไทย เพราะตลอดระยะเวลา 10 ปี ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เดิมก่อนที่จะมีการประกาศยกเลิก แม้จะมีการสร้างกลไกสำคัญทางการมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นใหม่เพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จโดยมิชอบไว้หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้อำนาจรัฐหรือสร้างเจตจำนงค์ทางการเมือง ที่ถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย คือ สิทธิในการออกเสียงประชามติ สิทธิเข้าชื่อร้องขอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และ สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายและข้อบัญญัติท้องถิ่น สิทธิเหล่านี้แม้จะมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญรองรับ แต่หลายเรื่องก็ไม่เคยเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิการเข้าชื่อร้องขอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นและมีผลบังคับใช้ได้จริงตราบจนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกไป
ท่ามกลางกระแสข่าวการลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ และการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2550 ที่ผ่านมาในพื้นที่ อบต.ห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ซึ่งเชื่อว่าหลายคนไม่รู้จักและถึงแม้จะรู้จักก็ไม่เคยไปเยือนเพราะเป็นพื้นที่ท้องถิ่นห่างไกลจากแสงสีศิวิไลซ์ของชุมชนเมือง ได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชนซึ่งไม่เคยเกิดมีขึ้นได้ในตลอดอายุขัย 10 ปีที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กล่าวคือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตพื้นที่ อบต.ห้วยโก๋น ได้ร่วมกันใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนนายก อบต. ห้วยโก๋น ซึ่งเป็นผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงออกจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงคิดเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 85 และโดยที่มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดใน อบต. และมีคะแนนเสียงที่เห็นด้วยกับการถอดถอนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียง จึงทำให้ นายก อบต. ห้วยโก๋น ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นเป็นรายแรกของประเทศไทย รวมถึงเป็นนักการเมืองรายแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ถูกเข้าชื่อและลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นเวลา 5 ปี ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 กรณีหากไม่มีการร้องคัดค้านต่อ กกต.จังหวัดน่าน หรือคำร้องคัดค้านไม่เป็นผลอีกด้วย
กรณีของ อบต.ห้วยโก๋น มิใช่เป็นกรณีแรกและกรณีเดียวที่ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพราะนับถึงปัจจุบันได้มีการเข้าชื่อถอนถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นแล้วรวม 4 แห่ง ตามลำดับ คือ
1. เข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภา อบต.โนนภิบาล หมู่ที่ 11 อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ถูกเข้าชื่อเพราะเหตุนำเงินบริหารกองทุนหมู่บ้านไปใช้ส่วนตัว มีพฤติกรรมทางทุจริต ยักยอก และไม่อยู่ร่วมพัฒนาหมู่บ้าน แต่ไม่มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน เนื่องจาก ผู้เข้าชื่อถอดถอนมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในห้าของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต
2. เข้าชื่อถอดถอน นายก อบต.ห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ถูกเข้าชื่อเพราะเหตุบริหารงานไม่โปร่งใส ไม่ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเดือดร้อน และทุจริตเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน และผลการลงคะแนนเสียงเห็นด้วยให้พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้ว
3. เข้าชื่อถอดถอนนายก อบต.ป่าแฝก อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย ถูกเข้าชื่อเพราะเหตุมีพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจะมีการลงคะแนนเสียงถอดถอนในวันที่ 17 มีนาคม 2550
4. เข้าชื่อถอดถอนนายก อบต.หาดสูง อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ถูกเข้าชื่อเพราะเหตุไม่พยายามแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง ขาดความเป็นธรรมในการบริหารงาน ขาดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ใช้อำนาจส่อไปในทางทุจริตและเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ผู้เข้าชื่อถอดถอนมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต อบต. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอ กกต.จังหวัดนครสวรรค์ กำหนดวันลงคะแนนเสียงถอดถอนฯ
ความน่าสนใจของกรณีการถอดถอนนายก อบต.ห้วยโก๋น นอกจากจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยแล้ว เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการเข้าชื่อและลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนฯ แล้ว พบว่ามีข้อสังเกตที่บรรดานักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นควรนำไปใช้เป็นกรณีศึกษาได้หลายประการ เช่น
1. การเข้าชื่อถอดถอนฯ ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2550
2. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากทุกหมู่บ้านในเขตพื้นที่ อบต.ห้วยโก๋น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้นามสกุลเดียวกัน คือ “หอมดอก” ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการลงมติให้ นายก อบต.พ้นจากตำแหน่ง ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่หมู่บ้านซึ่งนายก อบต. ซึ่งถูกเข้าชื่อถอดถอนมีภูมิลำเนาอยู่
3. ข้อกล่าวหาในการเข้าชื่อถอดถอนฯ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส ไม่ใส่ใจในความเดือดร้อนของประชาชน และทุจริตเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนในท้องถิ่น
พิจารณาอย่างผิวเผินตามข้อสังเกตดังกล่าวแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาการเมืองในระดับชาติปัจจุบันไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของประชาชนในท้องถิ่น เนื่องจากการปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน หากนักการเมืองท้องถิ่นโดยเฉพาะสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่หรือบริหารงานโดยขาดหลักนิติธรรม ไม่คำนึงถึงประโยชน์สุขความเดือดร้อนของประชาชน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งย่อมสามารถใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติเข้าชื่อถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ ซึ่งผลเสียในท้ายสุดที่ผู้ถูกเข้าชื่อถอดถอนจะได้รับก็คือ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นเวลา 5 ปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุถูกเข้าชื่อถอดถอนตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
เชื่อได้ว่ากรณีศึกษางของ อบต.ห้วยโก๋น คงจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการจุดประกายความคิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนได้รู้สึกหวงแหนอำนาจการมีส่วนร่วมทางการเมือง และเห็นช่องทางในการใช้อำนาจถอดถอนตามที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวเพื่อป้องปรามมิให้นักการเมืองซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนทั้งในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น บริหารงานหรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่คำนึงผลประโยชน์โดยรวมของประชาชน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น การเมืองและการเลือกตั้งก็จะมิใช่เรื่องผลประโยชน์ของนักการเมือง แต่จะกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนตามอุดมคติอย่างแท้จริง
บทความโดย ชรินทร์ สัจจามั่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
ธรรมาภิบาล มาจากคำสองคำมารวมสมาสกัน คือ คำว่า ธรรม ซึ่งแปลว่า คุณความดี กับคำว่า อภิบาล ซึ่งแปลว่า การปกครอง เมื่อนำมาสมาสกันได้ความหมายว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 6 ด้านด้วยกัน คือ
- หลักนิติธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และสังคมยินดีพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับเหล่านั้น
- หลักคุณธรรม ได้แก่การยึดมั่นในความถูกต้องดีงามโดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือหลักนี้ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวอย่างแก่สังคมและส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน
- หลักความคุ้มค่า ได้แก่การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยใช้ของอย่างประหยัด คุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้า และบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
- หลักความรับผิดชอบ ได้แก่การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา
- หลักความโปร่งใสแก่การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยการปรับปรุงกลไกการทำงานของทุกวงการให้มีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และ
- หลักการมีส่วนร่วม ได้แก่การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความคิดเห็นในการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตัดสินใจในชุมชน จากหลักการ ทั้ง 6 ประการข้างต้นนั้นมาจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้เน้น และกำหนดเป็นกรอบแนวทางให้แก่หน่วยงานราชการเพื่อถือปฏิบัติ ซึ่งหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รู้จักคำว่า ธรรมาภิบาล เป็นอย่างดี แต่จะมีความเข้าใจในเนื้อใน เนื้อหา แก่นสารของคำว่า “ธรรมาภิบาล” ได้เพียงไรนั้นวัดได้ยากมาก เพราะว่าแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีศักยภาพ
ขีดความสามารถ สมรรถนะที่แตกต่างกันแต่จะทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และคนทั่วไปได้อย่างไร นั่นเป็นคำถามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่กำกับดูแลต้องตอบ
ในหลายปีที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกแห่งต้องจัดทำเอกสารเพื่อร่วมประเมินธรรมาภิบาลในทุกปี โดยมีคณะกรรมการประเมินมาทำการประเมินตามแนวทางที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดให้ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะวัดว่า หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีธรรมาภิบาลมากน้อยเพียงใด แต่วิถีการประเมินเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดในปัจจุบันเป็นการวัดจากการรวบรวม เอกสาร หลักฐาน ซึ่งผลสรุปขึ้นอยู่ที่ว่า หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดสามารถจัดเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ตามแบบประเมินที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด ก็จะได้รับคะแนนธรรมาภิบาลในระดับที่สูง ซึ่งนั้นก็เป็นเพียงการประเมินจากเอกสารเท่านั้น คณะกรรมการประเมินไม่ ได้ให้ความสนใจในแนวคิด กลวิธีการทำงาน และผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติจริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในแต่ละพื้นที่ (โดยให้เหตุผลจับประเด็นด้วยคำพูดที่หนักแน่น ว่าผมไม่รู้ว่าคุณทำงานจริง หรือไม่ ทำอย่างไร เพราะไม่ได้ไปดูที่ทำงานของคุณ) ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ไม่ผิด แต่ในมุมมองอีกด้านหนึ่งในขณะที่คนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันยังไม่เกิดการยอมรับหรือเกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่น ศรัทธา และบุคคลภายนอกหน่วยงานจะเกิดความเชื่อมั่น เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้อย่างไร
ดังนั้น การประเมินธรรมาภิบาล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เป็นเรื่องที่วัดได้ยากถ้าหากวัดที่เอกสาร ผลผลิต ผลลัพธ์ที่ออกมาให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดสามารถจัดเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ซึ่งข้อเท็จจริงจะมีการดำเนินการหรือไม่อย่างไรหรือไม่ หน่วยงานนั้นเองรู้ดีที่สุด หาใช่ผลลัพธ์คือประโยชน์สุขของประชาชน ดังนั้นการประเมินธรรมาภิบาลจึงเป็น การประเมินธรรมเอกสาร (ซึ่งแปลได้ว่าเอกสารที่เป็นธรรม)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้วงเวลานี้ใกล้ช่วงที่จะต้องทำการประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อรับรางวัลการบริหารจัดการที่ดี(รางวัลธรรมาภิบาล)และนำผลการประเมินที่ได้ไปประกอบเป็นผลในการพิจารณาเงินประโยชน์ตอบแทนอื่น(โบนัส)ให้แก่พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ก็ฝากท่านคณะกรรมการตรวจประเมินด้วย ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ประเมินตามความเป็นจริงตามหลักเกณฑ์ ที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปประธรรมอันจะส่งผลต่อการอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนในแต่ละท้องถิ่นต่อไป
ด้วยคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล(ก.อบต.)ในการประชุมครั้งที่ 2/2553 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 มีมติให้แก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนตำบล โดยให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน(แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2553 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ กรณีมีเหตุจำเป็นหรือเหตุขัดแย้งและไม่สามารถโอนพนักงานโดยสมัครใจได้ให้ ก.อบต.จังหวัด แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสนอความเห็นให้ ก.อบต.จังหวัดทราบ หาก ก.อบต.จังหวัดมีมติเป็นประการใดให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมตินั้น อ่านรายละเอียดได้ที่นี่