ต้องมีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลท้องถิ่น

“เราไม่ต้องการให้การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นเป็นแค่งานฝาก เป็นเหมือนลูกเมียน้อย ข้าราชการที่เข้ามาก็หวังแค่จะอาศัยเป็นทางผ่านเพื่อไปเติบโตในสายงานอื่น ดังนั้น ในอนาคตระบบการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ทั้ง อบจ.เทศบาลและอบต. ไม่ว่าจะเป็นการสอบบรรจุ ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ทุกอย่างต้องมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนเพื่อป้องกันการทุจริตหรือรังแกข้าราชการ”

ที่มา : สรณะ เทพเนาว์  หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 4 มกราคม 2553 หน้า 8

การลดและถ่วงดุลอำนาจการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นของผู้บริหารท้องถิ่น

การบริหารงานบุคคล ของ อบต. เทศบาล อบจ. ปัจจุบัน มีปัญหาในการบริหารงานเนื่องจากอำนาจในการบริหารงานบุคคล อยู่ที่ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งมาจากการเมือง เข้ามาครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ข้าราชการประจำ มีอำนาจในการให้คุณให้โทษ ถ้าไม่สนองตามนโยบาย เหมือนดาบสองคม ถ้าใช้ในทางถูกต้องก็ดี แต่ข้อเท็จจริง ผู้บริหารท้องถิ่น ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยนช์แก่ตนเองและพวกพ้อง ขาดระบบคุณธรรม ไม่มีการถ่วงดุลในการใช้อำนาจการบริหารงานบุคคล องค์กรท้องถิ่นเกิดการทุจริต ประพฤติมิชอบ จะมีความเป็นไปได้ หรือไม่ ว่าในการแก้ไขกฏหมายรัฐธรรมนูญ และ พรบ.การบริหารงานบุคคลข้าราชการส่วนท้องถิ่น จะมีการแก้ไขในประเด็นอำนาจการบริหารงานบุคคล บรรจุ แต่งตั้ง โอน ย้าย เลื่อนขั้นเงินเดือน เลื่อนระดับ การลงโทษทางวินัย เป็นของผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งมาจากการเมืองท้องถิ่น ลดหรือถ่วงดุลการใช้อำนาจดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหาของข้าราชการประจำ คนชั่วได้ดี คนดีอยู่ไม่ได้
ข้อเสนอแนะ
ผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเมือง ใช้อำนาจการบริหารงานบุคคลเฉพาะข้าราชการประจำตำแหน่งสูงสุด คือ ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น และสั่งการข้าราชการประจำ ถ้าไม่สนองนโยบาย สามารถโยกย้าย สับเปลี่ยนได้ ในส่วนข้าราชการตำแหน่งบริหารรองลงมา คือ หัวหน้ากอง /ฝ่าย / ส่วน ให้เป็นอำนาจของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยความเห็นชอบของผู้บริหารท้องถิ่น ส่วนข้าราชการตำแหน่งปฏิบัติให้เป็นอำนาจของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะ การใช้อำนาจการบริหารงานบุคคลที่ผ่านมา ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นผู้ใช้อำนาจแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีระบบถ่วงดุล และขาดระบบคุณธรรม ในการใช้อำนาจดังกล่าว

รัฐธรรมนูญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

เรื่องการพัฒนาบ้านเมืองนั้น แต่เดิมมาประชาชนไม่เคยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ จึงทำให้เกิดปัญหา ที่มีผลกระทบโดยตรงกับประชาชนมากมาย เช่น การสร้างเขื่อน ทำเหมืองแร่ การสร้างท่อแก็ส และเรื่องที่อยู่อาศัยที่ทำกิน เนื่องจากการส่งเสริมการพัฒนาของรัฐไม่ได้ใส่ใจว่า ประชาชนจะเป็นอยู่อย่างไร คุณภาพวิถีชีวิตของชุมชนจะเป็นอย่างไร รัฐไม่ได้มีการสื่อสารทำความเข้าใจ หรือสอบถามความต้องการของประชาชนก่อนในกระบวนการพัฒนา สิทธิระดับสากล ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา พ.ศ. 2529 ได้มีการหยิบยก เรื่องสิทธิในการพัฒนา ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอันพึ่งปรารถนา เช่น

ข้อ 1 กำหนดไว้ว่า สิทธิในการพัฒนา เป็นสิทธิมนุษยชน ประชาชนจึงมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้าร่วม และมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง อันทำให้สิทธิมนุยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เกิดการบังคับใช้และเกิดผล

ข้อ 2 คนคือศูนย์กลางของการพัฒนา ควรได้รับการส่งเสริม และคุ้มครองระเบียบที่เหมาะสมทางการเมือง และเศรษฐกิจเป็นต้น

สิทธิขั้นพื้นฐานของประเทศ เมื่อปี2540 ได้เกิดการปฏิรูป โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 76 ได้กำหนดให้ประชานชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจ ทางการเมือง และการวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมกระทั้งการตรวจสอบอำนาจรัฐในทุกระดับ เช่นหากรัฐมีนโยบายที่จะนำขยะไปทิ้ง ทำการฝังกลบ หรือต้องการสร้างโรงไฟฟ้าในชุมชน รัฐจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารและ มีส่วนร่วมในการลงความเห็นด้วย

คุณปิยเชษฐ์ แคล้วคลาด ประธานสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์ ได้แสดงความคิดเห็น ในเรื่องการที่รัฐจะต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมว่า รัฐไม่ได้กำหนดช่องทางที่สามารถให้ประชาชน เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังทั่วถึง เช่นกรณีการทำประชาพิจารณ์ ในการมีส่วนร่วมตัดสินใจในท้องถิ่นต่อนโยบายรัฐ โดยรัฐ ไม่ได้ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้น จึงเกิดปัญหาการต่อต้านจากประชาชน แม้จะมีผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร หากประชาชนยังคงมาใช้สิทธิ ค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะประชาชนยังไม่มีความเข้าใจ รัฐควรหามาตรการทำความเข้าใจ เพื่อให้ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เช่น กำหนดกฎหมายลูก มารองรับการบังคับใช้ให้เกิดความสอดคล้อง

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แม้ผู้ใช้แรงงานดูเหมือนมีส่วนร่วมโดยมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ แต่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ไม่รับรู้ หรือมีความเข้าใจ มีส่วนร่วมในการใช้สิทธิ แม้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หากไม่รู้สิทธิก็คงไม่มีความหมาย สิ่งที่สำคัญ คือ มาตรา 50 ในเรื่องวุฒิการศึกษาที่ผู้มีสิทธิในการลงสมัครผู้แทนราษฎร สมาชิวุฒิสภา ต้องจบปริญญาตรีจึงลงสมัครได้ แต่พื้นฐานคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้จบปริญญาตรี มาตรานี้ถือว่าปิดกั้นสิทธิของคนส่วนใหญ่ ในการเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตย การที่คนส่วนใหญ่ไม่จบปริญญาตรีก็เพราะรัฐไม่ให้โอกาสในเรื่องการศึกษา แม้จะมีการเคลื่อนไหวไม่ให้เกิดการจำกัดสิทธิตรงนี้ ปัจจุบันก็ยังไม่เป็นผลไม่ได้รับการแก้ไข อาจเป็นเพราะ ผู้ที่ทำการร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ได้เปรียบทางสังคม ผู้ใช้แรงงาน ควรมีการเสนอให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรานี้ ให้มีความสอดคล้องกับความเป็นจริง และคนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยและร่วมผลักดัน ไม่ใช่ว่าคนจบปริญญาเท่านั้น จึงสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ คงไม่จริงเพราะ เห็นได้จากการบริหารบ้านเมืองในปัจจุบัน ที่คนส่วนใหญ่ได้หันกลับมาใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ดั่งเดิม เช่น ความรู้เรื่องการเกษตร เรื่องสังคมการอยู่ร่วมกัน และการรักษาโรค สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภูมิคุ้มกันให้ชุมชนเข้มแข็งรอดพ้นวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน

คุณ สมศักดิ์ โกสัยสุข ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยได้เสนอความคิดเห็นเรื่อง รัฐธรรมนูญมาตรา 76 ว่า มีความสำคัญ แต่ในทางการปฏิบัติยังคงมีปัญหา

เพราะรัฐไม่มีความจริงใจ ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐต้องส่งเสริมให้มีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการตัดสินใจทางการเมือง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทุกระดับ โดยต้องออกเป็นกฎหมายลูก เพื่อมารองรับ การกำหนด กฎเกณฑ์ เช่นกรณีสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด บ่อนอก ประชาชนควรมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจตั้งแต่ต้น เพื่อถามความเห็นประชาชนและทำการศึกษา ถึงผลดี ผลเสีย หากประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย รัฐควรทำตาม ไม่ใช่ตัดสินใจแล้ว เชิญประชาชนมาเข้าร่วม ถือเป็นการหลอกประชาชน จึงเกิดแรงต่อต้าน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของประชาชน ในการใช้สิทธิ และรัฐบาลไม่มีสิทธิในการปฏิเสธ หรือปราบปราม การชุมนุม หรือบังคับให้มีการยอมรับสิ่งที่รัฐกระทำ หากประชาชน เดือดร้อน เช่น กรณีเขื่อนปากมูล

นโยบายการขายรัฐวิสาหกิจ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจได้ทำการเรียกร้องให้ทำประชามติ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ว่าเห็นด้วยกับรัฐหรือไม่ ในการขายรัฐวิสาหกิจ แต่รัฐก็ไม่ยอมทำประชามติ กลับเลือกทำตามเงื่อนไข IMF. ในการขายรัฐวิสาหกิจ จึงถือว่ารัฐไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ทั้งรัฐบาลชุดเก่าและรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่เห็นว่าประชาชนไม่มีสิทธิตัดสินใจในทางการเมือง เช่นการที่ขบวนการแรงงานเรียกร้องให้คนงานที่ทำงานในเขตพื้นที่ใดมีสิทธิ เลือก ส.ส.ในเขตพื้นที่นั้นซึ่งไม่ได้รับการตอบสนอง คนงานก็ยังคงต้องกลับไปเลือกตั้ง ส.ส.ตามภูมิลำเนาเดิม ทำให้ไม่ได้ ส.ส.ของตนเองเข้าไปนำเสนอปัญหาในสภาผู้แทนราษฎร

การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจโดยการตั้งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การเลือกตั้งยังคงกระทำแบบ ไม่ถูกวิธี เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปเป็นกรรมการไม่ได้เป็นคนยากคนจน และไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชน มีแต่พวกนายทุน นักวิชาการ ตัวแทนแรงงานตัวแทนชาวนามีไม่กี่คน ทั้งที่ประเทศไทยมีแรงงานและชาวนาจำนวน 80%ของประเทศ คณะกรรมการจำนวน 99 คนต้องมีตัวแทนคนจนอย่างน้อย 80 คน จึงถือว่ารัฐไม่ได้เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่ ได้เข้าไปกำหนดวางแผนการพัฒนา หรือแม้หากสภาที่ปรึกษาฯกำหนดแผนพัฒนาแล้วเสร็จ รัฐอาจไม่ทำตามก็ได้ ยังคงเป็นสิทธิ์อันชอบของรัฐบาล

การตรวจสอบอำนาจรัฐในทุกระดับ มีความลำบากมาก เช่น กรณีที่สหภาพแรงงานรถไฟจะกระทำการไต่สวนสาธารณะ เพื่อต้องการให้เกิดการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุน หากประชาชนต้องการข้อมูลสัญญาที่รัฐได้ทำไว้กับเอกชน ว่าจะเกิดผลกระทบกับประชาชนหรือไม่ เช่นกรณีค่าโง่ทางด่วน ค่าเอฟที ที่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตทำสัญญา และประชาชนมิได้มีส่วนในการรับรู้ หรือตรวจสอบการทำสัญญาของภาครัฐที่ทำให้เกิดผลกระทบ และการทำงานของ ปปช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ก็ยังไม่เคยได้ผู้กระทำผิดมาลงโทษ จึงสรุปได้ว่าแม้กฎหมายรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ดี แต่หากรัฐไม่กระทำตาม ประชาชนควรชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามกฎหมาย หากยังไม่ปฏิบัติประชาชนก็ควรปฏิเสธรัฐบาลชุดนั้น เพราะกฎหมายต่างๆ ต้องอาศัยรัฐในการบังคับใช้ ซึ่งปัจจุบันการทำงานของนักการเมืองฝ่ายค้านก็ไม่ค่อยกล้าตรวจสอบ เพราะหากตัวเองกลับมาเป็นรัฐบาลก็คงทำเช่นเดียวกัน การที่ตัวแทนของคนยากจนจริงๆ ไม่มี เป็นการกดขี่คนจนไม่ให้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจ ในการพัฒนาประเทศ หรือตรวจสอบการทำงานของรัฐอย่างแท้จริง การพยายามแทรกแซงส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมการในส่วนต่างๆ โดยแฝงมาเป็นตัวแทนประชาชน ประชาชนจึงต้องได้รับความเดือดร้อนจากการใช้อำนาจรัฐในการพัฒนาประเทศ

หลักการของระบอบประชาธิปไตย

ระบอบประชาธิปไตย หมายถึง ระบอบการปกครองตนเองของประชาชน ตรงกันข้ามกับระบอบอำนาจนิยม(เช่น ระบอบราชาธิปไตย , ระบอบเผด็จการทหาร, ระบอบอำมาตยาธิปไตย ) ซึ่งเป็นระบอบปกครองโดยคนเดียว หรือโดยคนกลุ่มน้อย ผู้มีอำนาจมากกว่าประชาชนทั่วไป (เรียกว่า พวกอภิสิทธิชน) ในโลกยุคเศรษฐกิจตลาดเสรีสมัยใหม่ คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพลเมือง ผู้เสียภาษี(ทั้งทางตรงและทางอ้อม) และเป็นเจ้าของสาธารณสมบัติร่วมกัน เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่จะสร้างความมีประสิทธิภาพ(ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ) และความเป็นธรรม ได้มากกว่าระบอบอำนาจนิยม ในบางสถานการณ์ ในระบอบอำนาจนิยม อาจจะมีผู้ปกครองที่เป็นคนดีหรือคนเก่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่า เขาหรือลูกหลาน หรือพรรคพวกเขา ที่ได้ตำแหน่งจากการสืบเชื้อสาย หรือการแต่งตั้ง จะปกครองประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่เสมอไป เพราะระบบสืบเชื้อสายและแต่งตั้งเป็นระบบที่ไม่แน่นอน และไม่มีประสิทธิภาพ และเพราะว่าการให้คนสืบทอดอำนาจโดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลมักนำไปสู่การฉ้อฉลเพื่อประโยชน์ส่วนตน ระบอบประชาธิปไตยดีกว่าระบอบอำนาจนิยมในแง่ที่ว่า มีระบบคัดเลือกผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพกว่า และมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองมีอำนาจมากจนเกินไปได้ดีกว่า แต่ทั้งนี้ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช้สักแค่มีการเลือกตั้ง แต่ยังมีการซื้อเสียงขายเสียง การโกง การใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์

รูปแบบประชาธิปไตย

ระบอบประชาธิปไตย หรือการปกครองตนเองของประชาชน อาจจะแบ่งเป็น

1.ประชาธิปไตยโดยตรง– ประชาชนมาประชุมกัน อภิปรายและลงคะแนนกันในเรื่องสำคัญ เช่น การประชุมเรื่องงบประมาณ กฏหมาย ในระดับท้องถิ่น หรือการลงประชามติในระดับประเทศ เช่น การจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

2.ประชาธิปไตยโดยระบบผู้แทน เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่มีประชาชนมาก มีความซับซ้อน ต้องแบ่งงานกันทำ จึงมักใช้วิธีเลือกผู้แทนขึ้นไปเป็นฝ่ายบริหารและฝ่ายออกกฏหมาย

3.ประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม การผสมผสานทั้ง 2 แบบแรก รวมทั้งการให้ประชาชนมีการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น มีองค์กรอิสระที่รักษาผลประโยชน์ฝ่ายประชาชน มีสื่อมวลชนและองค์กรประชาชนที่เข้มแข็ง ภาคประชาชนหรือสังคมพลเมืองมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องการบริหารประเทศค่อนข้างมาก ไม่ได้ปล่อยให้ผู้แทนทำทุกอย่างโดยประชาชนให้ใช้สิทธิแค่เลือกตั้งผู้แทนนานๆครั้งเท่านั้น ตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทย ใช้ประชาธิปไตยแบบที่ 2 เป็นบางช่วง (บางช่วงเป็ฯเผด็จการทหาร) ประเทศไทยควรใช้แบบที่ 1 และ 3 เพิ่มขึ้นเพราะระบอบประชาธิปไตย โดยระบบผู้แทนมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในสภาพที่นักการเมืองกลุ่มน้อยมีฐานะทางเศรษฐกิจสูง มีอำนาจและความรู้สูงกว่าประชาชนส่วนใหญ่มาก ทำให้คนกลุ่มนี้มักได้เป็นผู้แทน และมักจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ รวมทั้งการคอรัปชั่น,การหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยอ้างว่าเพราะประชาชนเลือกพวกเขาเข้าไปแล้ว เขาจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยทั้งนั้น ประชาธิปไตย โดยระบบผู้แทน หมายถึงว่า ประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไปเป็นผู้บริหารจัดการแทนตัวพวกเขา เพื่อให้บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เลือกไปเป็นเจ้านายและประชาชนยังมีสิทธิคัดค้านถอดถอนผู้แทนที่ขึ้นไปเป็นรัฐบาลแล้วไม่ได้ทำหน้าที่อย่างซื่อตรงและเพื่อส่วนรวมด้วย แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่ได้เปิดช่องทางและไม่มีการให้การศึกษาและข่าวสารแก่ประชาชนว่า ประชาชนมีสิทธิ ประการหลังที่สำคัญนี้ด้วย ประชาชนไม่ได้เลือกผู้แทนไปเป็นเจ้านายในระบอบอำนาจนิยมซึ่งเป็นระบอบเก่า แต่วัฒนธรรมแบบอำนาจนิยม (ยกย่องเกรงกลัวคนมีอำนาจ) ยังคงตกค้างมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่ประชาชนได้รับการศึกษาและข่าวสารน้อยและหรือได้รับแบบคุณภาพต่ำ ทำให้เป็นประชาธิปไตยแค่รูปแบบ หรือเป็นประชาธิปไตยเพียงบางส่วน ยังไม่ใช่การปกครองตนเองของประชาชน ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่หมายถึงแค่ ประชาธิปไตยทางการเมือง (ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ เลือกตั้ง คัดค้าน ถอดถอน ผู้แทนได้) เท่านั้น หากต้องเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (มีการกระจายทรัพย์สิน และรายได้ที่เป็นธรรม มีการแข่งขันที่เป็นธรรม) และประชาธิปไตยทางสังคม (ประชาชนมีการศึกษา รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีสิทธิเสรีภาพ และโอกาสการเข้าถึง ศาสนา ความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม อย่างเสมอภาคกัน) ด้วย ประชาธิปไตย 2 อย่างหลังนี้ ประเทศไทยยังมีน้อย รวมทั้ง ไม่มีการให้การศึกษา ให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารประชาชนในเรื่องนี้มากพอ เป็นเหตุให้ประชาธิปไตย การเมือง พัฒนาไปได้ช้ามาก

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เกี่ยวกับท้องถิ่น

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะของการปกครองที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยมีหัวใจสำคัญ คือ ให้โอกาสประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะถือว่าเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ซึ่งประชาชนจะได้เสนอตัวเพื่อรับเลือกตั้งเป็นตัวแทน หรือใช้สิทธิเลือกตัวแทนเข้ามามีบทบาทในการเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของตน ตลอดจนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารทั้งในการเมืองระดับชาติและ การเมืองระดับท้องถิ่น(ประธาน สุวรรณมงคล 2540 อ้างถึงในสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ 2547: 1)

ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จนกระทั่งได้มีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีบทบัญญัติที่ให้สิทธิและโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชนมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไว้หลายประการ  เช่น  สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง สิทธิในการออกเสียงประชามติ สิทธิในการจัดตั้งและเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย  สิทธิในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง สิทธิในการมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น (สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. 2547 : 11)

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจึงนับว่ามีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพราะจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงระดับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศนั้นๆ โดยถ้าประเทศใดเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมาก ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้นก็จะมีการพัฒนามากขึ้นเป็นลำดับตามไปด้วย  แต่อย่างไรก็ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะพัฒนามากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นสำคัญ ถ้าประชาชนยังเพิกเฉยไม่สนใจ หรือไม่กระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยก็จะไม่ได้รับการพัฒนาไปเท่าที่ควร (สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 2547 : 7)

การเมืองการปกครองในระดับท้องถิ่น มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองของประเทศ เป็นอย่างมาก เนื่องจากการปกครองท้องถิ่น มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ทั้งยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงและมีผลระทบต่อการเมืองการปกครองประเทศทั้งระบบ  จากการที่รัฐบาล ได้มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  นั้น  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปรากฏว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร  สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่พบก็คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากประชาชนในสังคมชนบทไม่มีความเข้าใจในการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงทำให้ถูกชักจูง ถูกระดมให้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆได้ง่าย  เช่น ถูกระดมจากภาครัฐ รวมทั้งถูกจ้างวาน ถูกให้อามิสสินจ้างเป็นเครื่องจูงใจให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือไม่ก็เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่  ดังนั้น

จึงเห็นได้ว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในชนบทนั้น เป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบไม่เต็มใจมากกว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยจิตสำนึกอย่างแท้จริง(สุจิต บุญบงการ 2534 : 54-55)

องค์การบริหารส่วนตำบลถือเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งที่มีขนาดเล็กและอยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ตั้งอยู่กระจัดกระจายครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ และถือเป็นสถาบันที่ให้การศึกษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองโดยใช้หลักประชาธิปไตยที่เน้นประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนในท้องถิ่นได้ตรงตามวัตถุประสงค์และทันต่อเหตุการณ์

ท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือไม่

ตามที่พรรคร่วมรัฐบาล (พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคกิจสังคม ได้มีแนวคิดจะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๒ ประเด็น  คือ  การแบ่งเขตเลือกตั้ง (มาตรา 94) และการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน(มาตรา 190) ท่านมีความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวอย่างไรบ้าง

ท่านคิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๓ และ ๓๐๔

มาตรา ๓๐๓  ในวาระเริ่มแรก ให้คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายในเรื่องดังต่อไปนี้ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

ฯลฯ
(๕) กฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายรายได้ท้องถิ่น กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายเกี่ยวกับข้าราชการส่วนท้องถิ่น และกฎหมายอื่นตามหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ภายในสองปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖  ในการนี้ จะจัดทำเป็นประมวลกฎหมายท้องถิ่นก็ได้

ในกรณีที่ปรากฏว่ากฎหมายใดที่ตราขึ้นก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มีเนื้อหาสาระเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ให้ถือเป็นการยกเว้นที่จะไม่ต้องดำเนินการตามมาตรานี้อีก

มาตรา ๓๐๔  ให้ดำเนินการจัดทำประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ท่านคิดว่ารัฐบาลควรดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้(สองปี)หรือไม่  ถ้าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการ หรือดำเนินการไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร

Return top

INFORMATION

Change this sentence and title from admin Theme option page.