พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อปท.

ห่างหายจากวงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไปนาน พอกลับมาจับอีกทีไม่รู้อะไรเป็นอะไร งง!  ครับ รบกวนกัลยาณมิตรเก่าๆ ที่แวะเข้ามาอ่านเว็บไซต์นี้ ช่วยแนะนำให้ความรู้กันบ้างนะครับ และต้องขอโทษหลายท่านที่แวะมาฝากคำถามไว้มากมาย ที่ไม่ได้ตอบ ที่สำคัญคือถ้าจะตอบเกรงว่า คำตอบของผมจะไม่ทันสมัย ไม่ทันยุค ทันเหตุการณ์ เลยขอศึกษารายละเอียดประเด็นคำถามให้แตกฉานก่อนค่อยตอบนะครับ

ประเด็นที่จะพูดคุยในวันนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท.ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ศพด.ของ อบต./ เทศบาล หรืออาจจะรวมไปถึงโรงเรียนในสังกัด อปท.ด้วย

สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (อาจจะช้าหน่อย) ทำให้ส่วนราชการต่างๆต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ซึ่งก็รวมถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วย ประเด็นแรก อำนาจในการสั่งซื้อ/สั่งจ้างของ “หัวหน้าสถานศึกษา” ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการนำเงินรายได้ของสถานศึกษาไปจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ
.ศ. 2551 ยังคงมีอยู่หรือไม่ หรือต้องให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มอบอำนาจในการสั่งซื้อสั่งจ้างให้ “หัวหน้าสถานศึกษา” ก่อน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 7 ?

ประเด็นที่สอง  ในการจัดหาพัสดุตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้องถือปฏิบัติตามระเบียบนี้ เหมือนกับส่วนราชการอื่นๆ ไม่มีข้อยกเว้น โดยการจัดซื้อจัดจ้างต้องทำในระบบ e-GP ทุกรายการ ยกเว้นรายการที่ไม่ต้องดำเนินการในระบบตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ยกเว้นให้ ทั้งนี้ ไม่มีระเบียบฯข้อไหนเลยที่กำหนดให้ทำในระบบมือไปพลางก่อน โดยไม่ต้องลงระบบ e-GP 

โดยสรุป ก็คือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท.  ต้องทำการจัดซื้อจัดจ้าง จัดหาพัสดุ ในระบบ e-GP นะครับ  ถามว่า  ไม่ลงในระบบ e-GP  ได้ไหมคำตอบคือ ได้ครับ ไม่ทำตามระเบียบก็ได้ แต่ผลที่จะตามมาก็ตัวใครตัวมันนะครับ  เพราะว่าในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 120 เขียนโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามไว้ชัดเจน  คือ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุก และมีโทษปรับด้วย(รายละเอียดไปเปิดอ่านเอานะครับ)  ทั้งนี้ รวมถึงผู้ใช้และผู้สนับสนุนด้วยนะครับ

เป็นไงบ้างครับ  ผลกระทบสำหรับครูผู้ดูแลเด็ก  อยู่ดีๆ เขาก็จะเอาคุกเอาตารางมาให้ซะงั้น  จากเดิมเป็นเพียงแค่พี่เลี้ยงเด็ก ดูแลเด็ก อาบน้ำ ทาแป้ง กินนม นอน สามโมงเย็นก็ส่งกลับบ้าน แต่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป รัฐเขียนกฎหมายให้ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย(ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก) เป็น “สถานศึกษา” ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ความยุ่งยากก็ตามมา ไม่ว่าจะเป็น แผนพัฒนาการศึกษา 4 ปี , แผนปฏิบัติการประจำปีการศึกษา ,แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ  และแผนอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย นี่ยังไม่รวมการประเมินอื่นๆ อีกนะครับ

ทั้งหลายทั้งปวง เข้าใจว่าคุณครูคงไม่มีเวลาดูแลเด็กเหมือนอย่างที่ผ่านมา เพราะเวลาส่วนหนึ่งหมดไปกับการทำแผนต่างๆ รวมทั้งการทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนระดับอีกนะครับ……..

กัลยาณมิตรเก่าๆ ที่พอมีความรู้ หรือแตกฉานในการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เรียนเชิญมาแนะนำ แลกเปลี่ยน เรียนรู้กันนะครับ……

 

 

โพสท์ใน บทความ | แสดงความเห็น

ตามที่ได้นำเสนอไปแล้ว ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …………….. นั้น

วันนี้จะขอหยิบยกเนื้อหาสาระเอาที่สำคัญๆ นะครับ ว่า มีอะไรใหม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

ประเด็นที่หนึ่ง  มีการยุบ ก.ต่างๆ  เช่น  กจ.กท. ก.อบต. หรือแม้กระทั่ง ก.กลาง ให้เหลือเพียง ก.เดียว เรียกว่า กถ. หรือคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็น ประธาน และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเลขานุการ  และให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด เรียกว่า อ.ก.ถ.จังหวัด  หรือ คณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และมีหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด เป็นเลขานุการ
ประเด็นที่สอง  ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น เรียกย่อๆ ว่า ก.พ.ถ.  เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ
ประเด็นที่สาม  ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทำงานที่เดียวติดต่อกันครบสี่ปี ให้สับเปลี่ยนหน้าที่ ย้ายหรือโอนไปปฏิบัติหน้าที่อื่น
ประเด็นที่สี่  การสร้างดุลย์อำนาจระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น กับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พูดง่ายๆก็คือแบ่งอำนาจในการบริหารงานบุคคลกันระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น กับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นเอง  โดย
(๑) ผู้บริหารท้องถิ่น มีอำนาจสำหรับข้าราชการท้องถิ่น ประเภทบริหารท้องถิ่น (เฉพาะปลัด/รองปลัด)
(๒) ข้าราชการท้องถิ่น ประเภทอำนวยการท้องถิ่น หรือข้าราชการระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป ผู้บริหารท้องถิ่นใช้อำนาจตามข้อเสนอของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๓) ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา หรือที่มีวิทยะฐานะเชี่ยวชาญขึ้นไป ผู้บริหารท้องถิ่นใช้อำนาจตามข้อเสนอของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๔) ข้าราชการอื่นนอกจาก (๑)-(๓) เป็นอำนาจของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เป็นยังไงบ้างครับ อ่านแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงจากของเดิมมากน้อยเพียงใดหรือป่าวครับ  โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเห็นด้วยในบางประเด็น และไม่เห็นด้วยในอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะ  สำนักงาน ก.ถ. และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  ไหนๆ ก็จะปฏิรูปกันแล้วทำไมไม่ทำให้มันเป็นเอกภาพไปเลย โดยเฉพาะประเด็นข้าราชการท้องถิ่น กับข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำไมไม่ทำให้ข้าราชการสองประเภทนี้เป็นข้าราชการประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแบ่งแยกกัน  ให้มันเป็นข้าราชการท้องถิ่นเหมือนกัน การบริหารงาน ความก้าวหน้าในสายงานไปมาหากันได้โดยง่าย  ถ้ายังแบ่งเป็นข้าราชการส่วนกลาง กับข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่แบบนี้ มันไม่แตกต่างอะไรกับรูปแบบเดิมๆ มันเหมือนไม่ได้ปฏิรูป ความรู้สึกเดิมๆของข้าราชการส่วนท้องถิ่น มันก็ยังเป็นข้าราชการชั้นสองเหมือนเดิม มันยังรู้สึกเหมือนเจ้านายกับลูกน้องเหมือนเดิม มันยังรู้สึกเหมือนผู้ปกครอง กับผู้ถูกปกครองเหมือนเดิม  ไม่รู้นะ  ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ เพื่อนๆ คนอื่นอาจจะแฮปปี้กับการที่มีเจ้านาย มีลูกพี่เป็นเจ้านายในกรม กอง ในจังหวัดก็เป็นได้นะครับ

จริงๆแล้วผมอยากเห็นโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นอิสระจากราชการส่วนกลาง ผมอยากเห็นสภาท้องถิ่นแห่งชาติ มาทำหน้าที่แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักนายกรัฐมนตรี  นี่คือหัวใจสำคัญ ที่ข้าราชการท้องถิ่นเขาต้องการให้ปฏิรูป แต่อย่างว่าล่ะครับ ภาษิตกฎหมายที่จำได้สมัยเรียนเขาบอกไว้ว่า  “ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็ย่อมเขียนเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น”

 

เขียนบน โดย ป.ปรีชา | 3 ความเห็น