มีอะไรใหม่ใน ร่างพรบ.บริหารงานบุคคลท้องถิ่น ฉบับใหม่

ตามที่ได้นำเสนอไปแล้ว ว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …………….. นั้น

วันนี้จะขอหยิบยกเนื้อหาสาระเอาที่สำคัญๆ นะครับ ว่า มีอะไรใหม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

ประเด็นที่หนึ่ง  มีการยุบ ก.ต่างๆ  เช่น  กจ.กท. ก.อบต. หรือแม้กระทั่ง ก.กลาง ให้เหลือเพียง ก.เดียว เรียกว่า กถ. หรือคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็น ประธาน และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเลขานุการ  และให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด เรียกว่า อ.ก.ถ.จังหวัด  หรือ คณะอนุกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และมีหัวหน้าสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด เป็นเลขานุการ
ประเด็นที่สอง  ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น เรียกย่อๆ ว่า ก.พ.ถ.  เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ
ประเด็นที่สาม  ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ทำงานที่เดียวติดต่อกันครบสี่ปี ให้สับเปลี่ยนหน้าที่ ย้ายหรือโอนไปปฏิบัติหน้าที่อื่น
ประเด็นที่สี่  การสร้างดุลย์อำนาจระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น กับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พูดง่ายๆก็คือแบ่งอำนาจในการบริหารงานบุคคลกันระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น กับปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั่นเอง  โดย
(๑) ผู้บริหารท้องถิ่น มีอำนาจสำหรับข้าราชการท้องถิ่น ประเภทบริหารท้องถิ่น (เฉพาะปลัด/รองปลัด)
(๒) ข้าราชการท้องถิ่น ประเภทอำนวยการท้องถิ่น หรือข้าราชการระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป ผู้บริหารท้องถิ่นใช้อำนาจตามข้อเสนอของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๓) ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา หรือที่มีวิทยะฐานะเชี่ยวชาญขึ้นไป ผู้บริหารท้องถิ่นใช้อำนาจตามข้อเสนอของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(๔) ข้าราชการอื่นนอกจาก (๑)-(๓) เป็นอำนาจของปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เป็นยังไงบ้างครับ อ่านแล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงจากของเดิมมากน้อยเพียงใดหรือป่าวครับ  โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเห็นด้วยในบางประเด็น และไม่เห็นด้วยในอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะ  สำนักงาน ก.ถ. และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  ไหนๆ ก็จะปฏิรูปกันแล้วทำไมไม่ทำให้มันเป็นเอกภาพไปเลย โดยเฉพาะประเด็นข้าราชการท้องถิ่น กับข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำไมไม่ทำให้ข้าราชการสองประเภทนี้เป็นข้าราชการประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแบ่งแยกกัน  ให้มันเป็นข้าราชการท้องถิ่นเหมือนกัน การบริหารงาน ความก้าวหน้าในสายงานไปมาหากันได้โดยง่าย  ถ้ายังแบ่งเป็นข้าราชการส่วนกลาง กับข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่แบบนี้ มันไม่แตกต่างอะไรกับรูปแบบเดิมๆ มันเหมือนไม่ได้ปฏิรูป ความรู้สึกเดิมๆของข้าราชการส่วนท้องถิ่น มันก็ยังเป็นข้าราชการชั้นสองเหมือนเดิม มันยังรู้สึกเหมือนเจ้านายกับลูกน้องเหมือนเดิม มันยังรู้สึกเหมือนผู้ปกครอง กับผู้ถูกปกครองเหมือนเดิม  ไม่รู้นะ  ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ เพื่อนๆ คนอื่นอาจจะแฮปปี้กับการที่มีเจ้านาย มีลูกพี่เป็นเจ้านายในกรม กอง ในจังหวัดก็เป็นได้นะครับ

จริงๆแล้วผมอยากเห็นโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นอิสระจากราชการส่วนกลาง ผมอยากเห็นสภาท้องถิ่นแห่งชาติ มาทำหน้าที่แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักนายกรัฐมนตรี  นี่คือหัวใจสำคัญ ที่ข้าราชการท้องถิ่นเขาต้องการให้ปฏิรูป แต่อย่างว่าล่ะครับ ภาษิตกฎหมายที่จำได้สมัยเรียนเขาบอกไว้ว่า  “ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็ย่อมเขียนเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น”

 

ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ……………

นี่คงเป็นอีกก้าวหนึ่ง……………เริ่มใกล้เข้ามาแล้วครับ ผู้ใดเตรียมตัวให้พร้อมก่อนย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นครับ
 
ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ………….. ผ่านความเห็นชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แล้ว เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา (เมื่อวานนี้) ใครสนใจลองหามาอ่านดูนะครับ ตามลิงค์นี้picmob    ร่าง พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น

ใครมีอำนาจลงนามเบิกถอนเงิน อปท.บ้าง?

ได้มีโอกาสแวะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น(www.thailocalgov2011.com)ไปพบหนังสือตอบข้อหารือเกี่ยวกับการถอนเงินฝากธนาคารของ อปท.เห็นเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาฝากเพื่อเป็นกรณีศึกษาและเป็นเครื่องเตือนสติสำหรับผู้บริหาร อปท.ที่จะแต่งตั้งคนอื่นลงนามเบิกถอนเงินฝากแทนคนอื่นเพื่อให้การเบิกถอนเงินของตนเองได้สะดวกและง่ายขึ้นแต่ไม่เป็นไปตามระเบียบซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายและความเสียหายที่ร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับ อปท.ได้ ประเด็นมีอยู่ว่า ผู้บริหาร อปท.ได้แต่งตั้งพนักงานอื่นรักษาราชการแทนปลัด อปท.และได้มีการเปลี่ยนแปลงลายมือชื่อให้ผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินแทนปลัด อปท.อีกด้วย โดยที่ปลัด อปท.ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
ซึ่งกรณีนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีความเห็นไว้น่าสนใจดังนี้
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงินฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๓๗  ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน อปท. มี ๓ กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ ๑ คือ ผู้บริหาร อปท. หรือ ผู้รักษาราชการแทน
กลุ่มที่ ๒ คือ ปลัด อปท. หรือ ผู้รักษาราชการแทน
กลุ่มที่ ๓ คือ บุคคลที่ผู้บริหาร อปท.มอบหมายให้ลงนามสั่งจ่ายเงินร่วมกับผู้บริหาร อปท.และปลัด อปท. ได้แก่ ผู้ช่วยผู้บริหาร อปท. หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าหน่วยงาน
โดยบุคคลทั้ง ๓ กลุ่ม จะต้องลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินร่วมกันจึงจะสามารถเบิกถอนเงิน อปท.ได้ หมายถึง ทั้ง ผู้บริหาร อปท. + ปลัด อปท.+ผู้ที่บริหาร อปท.มอบหมาย จะต้องลงลายมือชื่อเบิกถอนร่วมกัน ขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้
ส่วนผู้บริหาร อปท.จะสามารถแต่งตั้งคนอื่นลงนามเบิกถอนแทนปลัด อปท.ได้มากน้อยเพียงใด ต้องดูเรื่องการรักษาราชการแทนประกอบด้วย
โดยสรุป ก็คือ หากจะมีการรักษาราชการแทนผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินฝากธนาคาร ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเงินเงิน ฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ จะต้องปฏิบัติดังนี้
กรณีผู้บริหาร อปท. ให้ปฏิบัติตาม พรบ.จัดตั้ง อปท.นั้นๆ เรื่องอำนาจผู้บริหาร และการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน
กรณีปลัด อปท. ให้ปฏิบัติตาม ประกาศ ก.เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เรื่องการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน

ที่มา : หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๐๘.๔/๕๙๙๖ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒
ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์กลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น

รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

มีผู้ดูแลเด็ก(ผดด.)หลายท่านได้สอบถามและปรับทุกข์ ว่า “……..ในกรณีที่ตัวเองดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แต่ไม่ได้รับการคัดเลือกในการคัดเลือกกรณีมีเหตุพิเศษไม่ต้องสอบแข่งขันสำหรับหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และครูผู้ดูแลเด็ก ในรอบที่ผ่านมา บาปซ้ำกรรมซัด ท่านนายก ยังแต่งตั้งให้คนที่ผ่านการคัดเลือกกรณีพิเศษ ได้บรรจุเป็นผู้ดูแลเด็ก (ข้าราชการ) รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของตัวเองอีก ก็เลยสงสัยว่า อ้าว…..แล้ว หนู และดิฉัน ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ดำรงตำแหน่งอะไรค่ะ งงมากค่ะ  ไม่ใช่แต่คุณเท่านั้นครับที่ งง  ผมเองก็งงเหมือนกันครับ งั้นลองมาดูกันครับว่า ท่านนายก อปท.ทั้งหลายสามารถออกคำสั่งดังกล่าวได้หรือไม่ แล้วท่านปลัด อปท.ที่มีอำนาจ หน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของ อปท.ให้เป็นไปตามนโยบายของนายก อปท. และตามที่กฎหมายอื่นกำหนดว่ายังไงบ้าง ก่อนอื่นลองมาดูระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนนะครับ

(๑) ประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง หลักเกณฑ์และ เงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล หมวด ๑๑ ระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงาน ข้อ ๒๔๘ (ขออนุญาตยกตัวอย่างระเบียบกฎหมายของ อบต.นะครับ)

“ในกรณีที่พนักงานส่วนตำบลตำแหน่งอื่นว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และเป็นกรณีที่มิได้มีการกำหนดไว้เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจสั่งให้พนักงานส่วนตำบลที่เห็นสมควรโดยให้พิจารณาถึงความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทางราชการสูงสุดให้รักษาการในตำแหน่งนั้นได้

ผู้รักษาการในตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้มีอำนาจ หน้าที่ตามตำแหน่งที่รักษาการนั้น ในกรณีที่มีกฎหมายอื่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี มติคณะกรรมการตามกฎหมาย หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นเป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจหน้าที่ใด ก็ให้ผู้รักษาการในตำแหน่งทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่อย่างนั้นในระหว่างที่รักษาการในตำแหน่ง แล้วแต่กรณี”

ตามข้อ ๒๔๘ เป็นกรณีตำแหน่งพนักงานส่วนตำบล สายปฏิบัติว่างลง หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ จึงให้อำนาจนายก อปท. แต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลอื่นที่เห็นสมควร รักษาการในตำแหน่งได้  กรณีตามคำถามและข้อสงสัยของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ว่า ท่านนายก ที่เคารพจะสามารถแต่งตั้งคนอื่นมารักษาการแทนตนได้หรือไม่นั้น  ก็ขออนุญาตตอบดังนี้ครับ

ข้อหนึ่ง ต้องดูด้วยว่า อปท.ของคุณมีกรอบตำแหน่ง หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานส่วนตำบล(ข้าราชการ)อยู่หรือไม่ ถ้ามีและตำแหน่งดังกล่าวว่าง ท่านนายก อปท.ก็สามารถแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวได้

ข้อสอง  ในกรณีที่ อปท.ไม่มีกรอบตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นข้าราชการ มีแต่ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ แต่ท่านนายก อยากจะแต่งตั้งผู้ดูแลเด็กที่เป็นข้าราชการมารักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ อย่างนี้ คงทำไม่ได้ครับ เพราะไม่เข้าตามข้อ ๒๔๘ เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไม่มีกรอบตำแหน่ง และข้าราชการจะมารักษาการในตำแหน่งแทนพนักงานจ้างตามภารกิจได้ยังไง มองยังไงก็ไม่เข้าตามระเบียบ กฎหมาย ถามว่า ถ้าเขาอยากแต่งตั้งจะได้ไหม ก็ได้ครับ แต่คำสั่งดังกล่าวในเมื่อไม่มีระเบียบกฎหมายให้อำนาจกับผู้ออกคำสั่ง(นายก อปท.)ไว้ คำสั่งดังกล่าวจึงน่าจะเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำของผู้รับคำสั่งก็จะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไปด้วยครับ ฉะนั้น ในเมื่อคำสั่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจจะถูกยกเลิกเพิกถอนในภายหลังได้ เสมือนไม่มีคำสั่งนั้นอยู่เลย แล้วการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้

สรุป ฟันธง นายก อปท.ไม่สามารถออกคำสั่งให้พนักงานส่วนตำบล (ข้าราชการ) ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็ก มารักษาการในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ได้  ยกเว้น อปท.นั้น จะมีกรอบตำแหน่ง หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ข้าราชการ) และตำแหน่งนั้นต้องว่างด้วย  ฉะนั้น คุณผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก็คงจะสบายใจได้แล้วใช่ไหมครับ ทีนี้ รู้หรือยังว่า ตัวเองดำรงตำแหน่งอะไร?

ปริญญาตรี 15000

เป็นที่สนใจของมนุษย์เงืนเดือนจำนวนมากกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย “ปริญญาตรี ต้องได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท เป็นอย่างน้อย หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็มีการกล่าวขานกันไปทั่ววงการข้าราชการทั้งชั้นผู้น้อยและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าว ข้าราชการชั้นผู้น้อย และลูกจ้างส่วนราชการเป็นจำนวนมากต่างก็มีความหวังขึ้นมาทันทีกับนโยบายดังกล่าว มีคนสอบถามมาทางผมเป็นจำนวนมาก ว่า “พนักงานจ้างทั่วไป ภารกิจ ที่จบปริญญาตรี แต่ตำแหน่งที่ครองปัจจุบันเป็นวุฒิ ปวช. ปวส.จะได้รับเงินเดือนดังกล่าวด้วยหรือไม่? ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ให้คำตอบกับน้องๆพี่ๆไม่ได้ เพราะแนวทางการจ่ายเงินดังกล่าวยังไม่ชัดเจน จนกระทั่วเมื่อวานนี้ (18 ม.ค. 2555) ผมได้เห็นระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามเมื่อวันที่ 13 มกราคา 2555 ที่ผ่านมา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนพิเศษ 18 ง วันที่ 18 มกราคม 2555 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (19 มกราคม 2555) เป็นต้นไป

ในระเบียบดังกล่าวมีอะไรน่าสนใจบ้าง อันดับแรก ได้มีการยกเลิกคำนิยาม “ราชการ” ตามระเบียบปี 2548 และให้ใช้คำนิยามใหม่แทน    “ข้าราชการ” หมายความว่า ข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร(ไม่รวมถึงนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม)ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ(ไม่รวมถึงพลตำรวจสำรอง)ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และข้าราชการรัฐสภาสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

ข้อ 6 ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 12,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราววเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 12,285 บาท ถ้าเงินที่ได้รับรวมกันแล้วไม่ถึงเดือนละ 8,610 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ 8,610 บาท

ข้อ 6/1 ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 15,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวจากเงินเดือนหรือค่าจ้างจนถึงเดือนละ 15,000 บาท

ข้อ 6/2 ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้ามีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 12,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 12,285 บาท ถ้าเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมกับค่าครองชีพชั่วคราวแล้วไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มอีกจนถึงเดือนละ 9,000 บาท

ข้อ 6/3 ลูกจ้างชั่วคราว ที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้ามีค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ 9,000 บาท

เป็นยังไงบ้างครับ อ่านระเบียบดังกล่าวแล้วรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างไหมครับ ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นทุกๆคนด้วยนะครับ  อ้อ ลืมบอกไปว่ามีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไปด้วยนะครับ  สำหรับพี่ๆน้องๆชาวท้องถิ่น ก็คงต้องรอสักพักใหญ่ๆนะครับ รอให้ ก.กลาง ต่างๆเขามีมติเห็นชอบในหลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อน ซึ่งคงจะมีหนังสือแจ้งแนวทางที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง สำหรับคำถามที่จะตามมาต่อไป ก็คือ ระเบียบดังกล่าวเป็นธรรมกับข้าราชการและลูกจ้างทั่วประเทศหรือไม่ วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

ที่มา : ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวฯ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555

การจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุใหม่ของ อปท.

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนน้อยนักที่จะรู้ จะเข้าใจ ถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่เว้นแม้กระทั่งนักการเมืองลายครามหลายคนก็ยังไม่เข้าใจ ถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง จึงเป็นที่มาของบทความฉบับนี้ เพราะทุกวันนี้ มีคำถามมากมาย ทั้งถามตรงและฝากถาม จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ให้กับท่านผู้อ่าน ผู้ที่สนใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือร่วมตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ที่ยังไม่เคยเข้าใจระบบการจัดซื้อจัดจ้าง  เวลาเข้าประชุมสภาฯก็เอาแต่ยกมือตามระเบียบ ใบ้รับประทาน ตามน้ำไปเรื่อย ไม่เคยเป็นหูเป็นตาให้ประชาชน ตามข้าราชการไม่ทัน แถมบางคนยังกระเสือกกระสนไปจับผิดข้าราชการ แบบมวยไม่มีเชิง เพียงสาเหตุเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว แทนที่จะเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ในการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารพัสดุ ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกระบวนการที่ให้ได้มาซึ่งพัสดุที่ต้องการ ทั้งในเรื่องคุณสมบัติ จำนวน ราคา เวลา และแหล่งขาย เพื่อดำเนินงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ของงานตามเป้าหมายที่กำหนด โดยจะกล่าวถึงว่า เมื่ออปท.หรือส่วนราชการได้กำหนดความต้องการพัสดุและได้รับงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุแล้ว ผู้จัดซึ้อจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุฯ พ.ศ. 2535 ในการจัดซื้อจัดจ้างของ อปท.นั้น มีกระบวนการหลักๆพอสังเขปดังนี้

จัดทำรายงานขอซื้อ/จ้าง  เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องทำรายงานขอซื้อ/จ้าง โดยระบุรายละเอียดของการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ วิธีการจัดซื้อจัดจ้างมี 6 วิธี คือ วิธีตกลงราคา, วิธีสอบราคา, วิธีประกวดราคา, วิธีพิเศษ, วิธีกรณีพิเศษ และวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์( e – Aution) การกำหนดว่าจะใช้วิธีการใดนั้น ต้องพิจารณาตามวงเงินและเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดในระเบียบพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  โดยทำตามแผนพัสดุ ซึ่งเจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการตามแผนพัสดุ ที่หน่วยงานเจ้าของงบประมาณทำไว้ (ซึ่งจุดนี้แหละที่ผิดพลาดมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่ ผู้บริหารหรือข้าราชการมักจะข้ามขั้นตอน โดยมักจะติดต่อหรือดำเนินการขั้นตอนอื่นๆก่อน มีแม้กระทั้งเอาของมาก่อน จนของพังหรือชำรุดไปแล้วเพิ่งจะดำเนินการขั้นตอนอื่นๆ ซึ่งอาจจะเพราะเทคนิคการบริหารแบบรัฐศาสตร์หรือแบบชาวบ้านก็แล้วแต่ ขอจงระวังไว้ขั้นตอนนี้แหละตายมาแล้วหลายราย)

การเสนอขออนุมัติจัดซื้อ/จ้าง ผู้จัดซื้อจัดจ้างต้องทำรายงานขอซื้อ/จ้าง ที่จัดทำไว้แล้วเสนอขออนุมัติตามขั้นตอนจากผู้มีอำนาจอนุมัติ ซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติในส่วนของท้องถิ่นก็ไม่พ้นนายกฯ

มอบหมายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่/คณะกรรมการต่างๆ เมื่อได้รับอนุมัติให้จัดซื้อ/จ้างส่วนราชการต้องมอบหมายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และหรือคณะกรรมการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง กล่าวคือ วิธีสอบราคาและแต่งตั้งคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาวิธีการประกวดราคาจะแต่งตั้งคณะกรรมการรับและเปิดซองสอบราคา วิธีประกวดราคาจะแต่งตั้งคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา และคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา วิธีพิเศษจะแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อ/จ้างโดยวิธีพิเศษ วิธีe-Autionจะแต่งตั้งคณะกรรมการ e-Aution และทุกวิธีจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับการจ้างเกี่ยวกับการจัดซื้อ/จ้าง (ซึ่งปัจจุบันบางกรณียกเว้นตกลงราคา มักจะมีตัวแทนจากตัวแทนประชาคมด้วย)

การจัดซื้อ/จ้าง ตามวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับอนุมัติ ดังนี้
– วิธีตกลงราคา  มีวิธีการโดยการติดต่อหาผู้ขายหรือสืบราคาที่เหมาะสมโดยตรง แล้วต่อรองราคาตกลง พร้อมเงื่อนไข ซึ่งในปัจจุบัน วิธีการตกลงราคา เป็นการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ทำให้มีโครงการฯประเภท 99,999 บาท ในอปท.หลายแห่ง เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการสอบราคา ที่ต้องประกาศสอบราคาทำให้เป็นที่รู้ไปทั่ว เรียกว่า ฮั่วยาก แถมไม่ต้องติดป้ายโครงการด้วย ประชาชนไม่ทันกระดิกตัว เรียกว่าเงียบกริบ

– วิธีสอบราคา มีวิธีดำเนินการโดย เจ้าหน้าที่ฯติดต่อผู้ขายโดยตรงผละปิดประกาศการสอบราคา และเปิดซองสอบราคาเพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการสอบราคา ซึ่งเป็นการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินตั้งแต่ 1 แสนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท  ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากรายจะมีการ แข่งขันกันดุเดือด เพราะเป็นโครงการขนาดเล็ก ประเภททุนน้อย หอยน้อย เป็นเวทีที่สามารถให้ผู้รับเหมาหรือ ผู้ประกอบการหน้าใหม่มีโอกาสาแจ้งเกิดได้ เว้น แต่ อปท.ในเขตสามจังหวัดฯ เพราะไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำงาน  ขนาดบางแห่งเสนองดเงินใต้โต๊ะ 100 % ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาทำงาน  รัฐบาลจึงได้มียกเว้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ประกอบกับเพื่อให้การพัฒนาในพื้นที่เดินหน้าไปได้ จึงอนุมัติให้อปท.ในเขตนี้ สามารถใช้วิธีพิเศษได้ ด้วยเหตุนี้จึง ทำให้เกิดผู้รับเหมาหน้าใหม่เกิดขึ้นหลายราย เรียกว่า วิกฤติเป็นโอกาสของผู้รับเหมา แต่หลายครั้งที่เจ้าโอกาสก็กลายเป็นวิกฤติของประชาชน
 – วิธีประกวดราคา ดำเนินการโดยการปิดประกาศและเผยแพร่การประกวดราคาผ่านทางสื่อสารมวลชนและหรือติดต่อผู้ขายโดยตรง รับซองและเปิดซองประกวดราคาและพิจารณาผลการประกวดราคา โดยเป็นวิธีจัดซื้อจัดจ้างในวงงบประมาณตั้งแต่ 2 ล้านขึ้นไป ซึ่งก็ไม่ค่อยเกิดขึ้นในระดับ อบต.เล็กๆเพราะต้องซอยโครงการฯให้ครบหมู่บ้าน ยกเว้นโครงการฯเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ที่นานๆทีจะส้มหล่นลงมา เพราะเจ้าเงินอุดหนุนเฉพาะกิจนี้ มันต้องอาศัยกำลังภายในแกร่งกล้าพอสมควร และโดยส่วนใหญ่ นายก อปท.โนเนมมักดำเนินการไม่ทันบรรดานายกฯอปท.ใหญ่ ที่สายป่านยาว มากบารมี แถมโปรยรำตั้งแต่ปีมะโว้ อีกทั้งระบบการเมืองเก่าๆ ยากที่ประชาชนใน อปท.เล็กๆจะได้อนิสงจากเงินอุดหนุนประเภทนี้

 – วิธีพิเศษ  โดยการเจรจาตกลงหรือสืบราคาหรือขอให้มีการเสนอราคาจากผู้ขายโดยตรง วิธีนี้มีข้อกำหนดหลายประการ โดยมีสาระว่าทำด้วยวิธีอื่นไม่เกิดผลดีว่านั้นเถอะ เช่น การจัดซื้อที่ดิน, การจัดจ้างทำสิ่งที่เร่วด่วน ที่พิเศษใช้เทคโนโลยีสูง เป็นต้น ซึ่งบางครั้งวิธีการนี้ก็เป็นเครื่องมือสำหรับล็อคสเป็ค(จำกัดคุณสมบัติ) เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ประกอบการที่ฮั่วเอาไว้ ซึ่งประชาชนตาดำๆอาจไม่ทราบถึงที่มาที่ไป หากไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง พอ จะรู้อีกที มันก็จัดซื้อจัดจ้างแล้ว
 – วิธีกรณีพิเศษ โดยการพิจารณาสั่งซื้อ/สั่งจ้างจากส่วนราชการและหรือหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ผลิด/ทำงานจ้างนั้นเอง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้จัดซื้อจัดจ้างหรือมีกฎหมายหรือมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ซื้อ/จ้าง โดยวิธีนี้ ก็มีบ้างแต่น้อย เพราะมันฮั่วยาก เคี้ยวเจอเคี้ยวอาจไม่ได้อะไรเลย
– วิธีประมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ e-Auction พิจารณาคัดเลือกผู้ให้บริการตลาดกลาง ประกาศเผยแพร่/เชิญชวนผู้ค้าเข้าร่วมการประมูล พิจารณาคัดเลือกผู้ค้า ชี้แจง/จัดฝึกอบรมคณะกรรมการ e-Auction และผู้ค้าเกี่ยวกับการปะมูลเพื่อคัดเลือกผู้ชนะการประมูล ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งมีเป้าหมายป้องกันการฮั่ว แต่ทำไปทำมา มีคน เขาบอกว่าฮั่วยิ่งกว่าเก่า และฮั่วเฉพาะกลุ่มฯ

          สั่งซื้อ/จ้าง เมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ 4 จนได้ผู้ขาย/รับจ้างแล้ว  ก็ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการสั่งซื้อ/จ้าง ตามข้อกำหนดในระเบียบ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็เคยมีหลายแห่งที่ผู้รับเหมาดันทำงานก่อนสั่งจ้างหรือทำสัญญา เรียกว่าขอให้ยึดหัวหาดก่อน การกระทำเช่นนี้ ถ้าหากมีฝ่ายค้านหรือชาวบ้านร้องเรียนก็จบกัน แต่ก็มีบ้างที่ผู้บริหารต้องใช้หลักรัฐศาสตร์มาพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน  ทั้งนี้ขอให้ดูเนื้อในก่อน ว่าเจตนาทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถ้าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็ถือว่าบังอาจอย่างร้ายแรง

ควบคุมงาน(ถ้ามี) และหรือตรวจรับพัสดุ/การจ้าง  โดยให้เจ้าหน้าที่/หรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมาย/แต่งตั้ง เป็นผู้ดำเนินการตรวจรับพัสดุ/การจ้าง  โดยขั้นตอนนี้แหละสำคัญที่สุด เพราะ เมื่อพ้นขั้นตอนนี้แล้ว ก็ต้องถึงเวลาจ่ายเงินค่าพัสดุ และเมื่อจ่ายเงินไปแล้ว  ถ้ามันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ถือว่าราชการก็ไม่เสียหายก็สัมฤทธิผล แต่ถ้าบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนกว่าที่ตั้ง หรือกำหนดเอาไว้ ก็ถือว่าราชการเกิดความเสียหาย หาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบ ก็อาจต้องมีโทษทางวินัย ชดใช้เงินคืน หนักที่สุดก็โดนคดีทั้งแพ่งทั้งอาญา

สุดท้ายอีกประการหนึ่งซึ่งได้มีนักการเมืองไม่น้อยได้ถามมาว่า “กรณีที่ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีประกาศใช้แล้ว แต่เงินยังไม่เข้า อปท.สามารถ ประกาศสอบราคาหรือไม่ ?” อันนี้ศณีราขอตอบเลยว่าอปท.สามารถประกาศสอบราคาได้ แต่ต้องกำหนดในประกาศไว้ว่า จะทำสัญญาเมื่อมีเงินงบประมาณเข้ามาเพียงพอ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้ประกอบการยืนราคาไว้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ระดับ อบต.ยังไม่ค่อยทำกัน จึงอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าทำไม่ได้ ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียพอๆกัน ระหว่างการประกาศก่อนเงินมา หรือเงินมาแล้วค่อยประกาศ ที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้เป็นดีที่สุด และต้องยึดประโยชนืของประชาชนสูงสุด
หวังว่าผู้อ่านคงได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย อ่านดูมันอาจจะลึกเกินไปสำหรับฝูงชนผู้หลับใหล แต่แท้จริงมันใกล้แค่ปลายจมูกของพลเมืองผู้ตื่นตัว  ผู้ที่กล้าลุกขึ้นมา เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีการเมือง ผู้ซึ่งเข้าใจหลักการของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่มา :  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=336625