ใครมีอำนาจลงนามเบิกถอนเงิน อปท.บ้าง?

ได้มีโอกาสแวะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น(www.thailocalgov2011.com)ไปพบหนังสือตอบข้อหารือเกี่ยวกับการถอนเงินฝากธนาคารของ อปท.เห็นเป็นเรื่องที่น่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาฝากเพื่อเป็นกรณีศึกษาและเป็นเครื่องเตือนสติสำหรับผู้บริหาร อปท.ที่จะแต่งตั้งคนอื่นลงนามเบิกถอนเงินฝากแทนคนอื่นเพื่อให้การเบิกถอนเงินของตนเองได้สะดวกและง่ายขึ้นแต่ไม่เป็นไปตามระเบียบซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่ชอบด้วยกฎหมายและความเสียหายที่ร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับ อปท.ได้ ประเด็นมีอยู่ว่า ผู้บริหาร อปท.ได้แต่งตั้งพนักงานอื่นรักษาราชการแทนปลัด อปท.และได้มีการเปลี่ยนแปลงลายมือชื่อให้ผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินแทนปลัด อปท.อีกด้วย โดยที่ปลัด อปท.ยังคงมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
ซึ่งกรณีนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีความเห็นไว้น่าสนใจดังนี้
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงินฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ ข้อ ๓๗  ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน อปท. มี ๓ กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ ๑ คือ ผู้บริหาร อปท. หรือ ผู้รักษาราชการแทน
กลุ่มที่ ๒ คือ ปลัด อปท. หรือ ผู้รักษาราชการแทน
กลุ่มที่ ๓ คือ บุคคลที่ผู้บริหาร อปท.มอบหมายให้ลงนามสั่งจ่ายเงินร่วมกับผู้บริหาร อปท.และปลัด อปท. ได้แก่ ผู้ช่วยผู้บริหาร อปท. หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าหน่วยงาน
โดยบุคคลทั้ง ๓ กลุ่ม จะต้องลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินร่วมกันจึงจะสามารถเบิกถอนเงิน อปท.ได้ หมายถึง ทั้ง ผู้บริหาร อปท. + ปลัด อปท.+ผู้ที่บริหาร อปท.มอบหมาย จะต้องลงลายมือชื่อเบิกถอนร่วมกัน ขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้
ส่วนผู้บริหาร อปท.จะสามารถแต่งตั้งคนอื่นลงนามเบิกถอนแทนปลัด อปท.ได้มากน้อยเพียงใด ต้องดูเรื่องการรักษาราชการแทนประกอบด้วย
โดยสรุป ก็คือ หากจะมีการรักษาราชการแทนผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินฝากธนาคาร ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเงินเงิน ฯ พ.ศ. ๒๕๔๗ จะต้องปฏิบัติดังนี้
กรณีผู้บริหาร อปท. ให้ปฏิบัติตาม พรบ.จัดตั้ง อปท.นั้นๆ เรื่องอำนาจผู้บริหาร และการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน
กรณีปลัด อปท. ให้ปฏิบัติตาม ประกาศ ก.เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เรื่องการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทน

ที่มา : หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท ๐๘๐๘.๔/๕๙๙๖ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒
ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์กลุ่มเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น

รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

มีผู้ดูแลเด็ก(ผดด.)หลายท่านได้สอบถามและปรับทุกข์ ว่า “……..ในกรณีที่ตัวเองดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แต่ไม่ได้รับการคัดเลือกในการคัดเลือกกรณีมีเหตุพิเศษไม่ต้องสอบแข่งขันสำหรับหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และครูผู้ดูแลเด็ก ในรอบที่ผ่านมา บาปซ้ำกรรมซัด ท่านนายก ยังแต่งตั้งให้คนที่ผ่านการคัดเลือกกรณีพิเศษ ได้บรรจุเป็นผู้ดูแลเด็ก (ข้าราชการ) รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของตัวเองอีก ก็เลยสงสัยว่า อ้าว…..แล้ว หนู และดิฉัน ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ดำรงตำแหน่งอะไรค่ะ งงมากค่ะ  ไม่ใช่แต่คุณเท่านั้นครับที่ งง  ผมเองก็งงเหมือนกันครับ งั้นลองมาดูกันครับว่า ท่านนายก อปท.ทั้งหลายสามารถออกคำสั่งดังกล่าวได้หรือไม่ แล้วท่านปลัด อปท.ที่มีอำนาจ หน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำของ อปท.ให้เป็นไปตามนโยบายของนายก อปท. และตามที่กฎหมายอื่นกำหนดว่ายังไงบ้าง ก่อนอื่นลองมาดูระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนนะครับ

(๑) ประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง หลักเกณฑ์และ เงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล หมวด ๑๑ ระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงาน ข้อ ๒๔๘ (ขออนุญาตยกตัวอย่างระเบียบกฎหมายของ อบต.นะครับ)

“ในกรณีที่พนักงานส่วนตำบลตำแหน่งอื่นว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และเป็นกรณีที่มิได้มีการกำหนดไว้เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการแทนและการรักษาราชการแทน ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจสั่งให้พนักงานส่วนตำบลที่เห็นสมควรโดยให้พิจารณาถึงความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทางราชการสูงสุดให้รักษาการในตำแหน่งนั้นได้

ผู้รักษาการในตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้มีอำนาจ หน้าที่ตามตำแหน่งที่รักษาการนั้น ในกรณีที่มีกฎหมายอื่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี มติคณะกรรมการตามกฎหมาย หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นเป็นกรรมการ หรือให้มีอำนาจหน้าที่ใด ก็ให้ผู้รักษาการในตำแหน่งทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่อย่างนั้นในระหว่างที่รักษาการในตำแหน่ง แล้วแต่กรณี”

ตามข้อ ๒๔๘ เป็นกรณีตำแหน่งพนักงานส่วนตำบล สายปฏิบัติว่างลง หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ จึงให้อำนาจนายก อปท. แต่งตั้งพนักงานส่วนตำบลอื่นที่เห็นสมควร รักษาการในตำแหน่งได้  กรณีตามคำถามและข้อสงสัยของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ว่า ท่านนายก ที่เคารพจะสามารถแต่งตั้งคนอื่นมารักษาการแทนตนได้หรือไม่นั้น  ก็ขออนุญาตตอบดังนี้ครับ

ข้อหนึ่ง ต้องดูด้วยว่า อปท.ของคุณมีกรอบตำแหน่ง หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานส่วนตำบล(ข้าราชการ)อยู่หรือไม่ ถ้ามีและตำแหน่งดังกล่าวว่าง ท่านนายก อปท.ก็สามารถแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวได้

ข้อสอง  ในกรณีที่ อปท.ไม่มีกรอบตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นข้าราชการ มีแต่ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ แต่ท่านนายก อยากจะแต่งตั้งผู้ดูแลเด็กที่เป็นข้าราชการมารักษาการในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ อย่างนี้ คงทำไม่ได้ครับ เพราะไม่เข้าตามข้อ ๒๔๘ เนื่องจากตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไม่มีกรอบตำแหน่ง และข้าราชการจะมารักษาการในตำแหน่งแทนพนักงานจ้างตามภารกิจได้ยังไง มองยังไงก็ไม่เข้าตามระเบียบ กฎหมาย ถามว่า ถ้าเขาอยากแต่งตั้งจะได้ไหม ก็ได้ครับ แต่คำสั่งดังกล่าวในเมื่อไม่มีระเบียบกฎหมายให้อำนาจกับผู้ออกคำสั่ง(นายก อปท.)ไว้ คำสั่งดังกล่าวจึงน่าจะเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำของผู้รับคำสั่งก็จะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไปด้วยครับ ฉะนั้น ในเมื่อคำสั่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจจะถูกยกเลิกเพิกถอนในภายหลังได้ เสมือนไม่มีคำสั่งนั้นอยู่เลย แล้วการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้

สรุป ฟันธง นายก อปท.ไม่สามารถออกคำสั่งให้พนักงานส่วนตำบล (ข้าราชการ) ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็ก มารักษาการในตำแหน่งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ได้  ยกเว้น อปท.นั้น จะมีกรอบตำแหน่ง หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(ข้าราชการ) และตำแหน่งนั้นต้องว่างด้วย  ฉะนั้น คุณผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก็คงจะสบายใจได้แล้วใช่ไหมครับ ทีนี้ รู้หรือยังว่า ตัวเองดำรงตำแหน่งอะไร?

ปริญญาตรี 15000

เป็นที่สนใจของมนุษย์เงืนเดือนจำนวนมากกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย “ปริญญาตรี ต้องได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท เป็นอย่างน้อย หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็มีการกล่าวขานกันไปทั่ววงการข้าราชการทั้งชั้นผู้น้อยและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าว ข้าราชการชั้นผู้น้อย และลูกจ้างส่วนราชการเป็นจำนวนมากต่างก็มีความหวังขึ้นมาทันทีกับนโยบายดังกล่าว มีคนสอบถามมาทางผมเป็นจำนวนมาก ว่า “พนักงานจ้างทั่วไป ภารกิจ ที่จบปริญญาตรี แต่ตำแหน่งที่ครองปัจจุบันเป็นวุฒิ ปวช. ปวส.จะได้รับเงินเดือนดังกล่าวด้วยหรือไม่? ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ให้คำตอบกับน้องๆพี่ๆไม่ได้ เพราะแนวทางการจ่ายเงินดังกล่าวยังไม่ชัดเจน จนกระทั่วเมื่อวานนี้ (18 ม.ค. 2555) ผมได้เห็นระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามเมื่อวันที่ 13 มกราคา 2555 ที่ผ่านมา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนพิเศษ 18 ง วันที่ 18 มกราคม 2555 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (19 มกราคม 2555) เป็นต้นไป

ในระเบียบดังกล่าวมีอะไรน่าสนใจบ้าง อันดับแรก ได้มีการยกเลิกคำนิยาม “ราชการ” ตามระเบียบปี 2548 และให้ใช้คำนิยามใหม่แทน    “ข้าราชการ” หมายความว่า ข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร(ไม่รวมถึงนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม)ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ(ไม่รวมถึงพลตำรวจสำรอง)ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และข้าราชการรัฐสภาสามัญตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

ข้อ 6 ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 12,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราววเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 12,285 บาท ถ้าเงินที่ได้รับรวมกันแล้วไม่ถึงเดือนละ 8,610 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ 8,610 บาท

ข้อ 6/1 ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 15,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวจากเงินเดือนหรือค่าจ้างจนถึงเดือนละ 15,000 บาท

ข้อ 6/2 ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้ามีเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 12,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 12,285 บาท ถ้าเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมกับค่าครองชีพชั่วคราวแล้วไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มอีกจนถึงเดือนละ 9,000 บาท

ข้อ 6/3 ลูกจ้างชั่วคราว ที่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ถ้ามีค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 9,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ 9,000 บาท

เป็นยังไงบ้างครับ อ่านระเบียบดังกล่าวแล้วรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างไหมครับ ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นทุกๆคนด้วยนะครับ  อ้อ ลืมบอกไปว่ามีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไปด้วยนะครับ  สำหรับพี่ๆน้องๆชาวท้องถิ่น ก็คงต้องรอสักพักใหญ่ๆนะครับ รอให้ ก.กลาง ต่างๆเขามีมติเห็นชอบในหลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อน ซึ่งคงจะมีหนังสือแจ้งแนวทางที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง สำหรับคำถามที่จะตามมาต่อไป ก็คือ ระเบียบดังกล่าวเป็นธรรมกับข้าราชการและลูกจ้างทั่วประเทศหรือไม่ วันหลังผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

ที่มา : ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวฯ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555

การจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุใหม่ของ อปท.

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนน้อยนักที่จะรู้ จะเข้าใจ ถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่เว้นแม้กระทั่งนักการเมืองลายครามหลายคนก็ยังไม่เข้าใจ ถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง จึงเป็นที่มาของบทความฉบับนี้ เพราะทุกวันนี้ มีคำถามมากมาย ทั้งถามตรงและฝากถาม จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ให้กับท่านผู้อ่าน ผู้ที่สนใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือร่วมตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ที่ยังไม่เคยเข้าใจระบบการจัดซื้อจัดจ้าง  เวลาเข้าประชุมสภาฯก็เอาแต่ยกมือตามระเบียบ ใบ้รับประทาน ตามน้ำไปเรื่อย ไม่เคยเป็นหูเป็นตาให้ประชาชน ตามข้าราชการไม่ทัน แถมบางคนยังกระเสือกกระสนไปจับผิดข้าราชการ แบบมวยไม่มีเชิง เพียงสาเหตุเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว แทนที่จะเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน

ในการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารพัสดุ ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกระบวนการที่ให้ได้มาซึ่งพัสดุที่ต้องการ ทั้งในเรื่องคุณสมบัติ จำนวน ราคา เวลา และแหล่งขาย เพื่อดำเนินงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ของงานตามเป้าหมายที่กำหนด โดยจะกล่าวถึงว่า เมื่ออปท.หรือส่วนราชการได้กำหนดความต้องการพัสดุและได้รับงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุแล้ว ผู้จัดซึ้อจะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุฯ พ.ศ. 2535 ในการจัดซื้อจัดจ้างของ อปท.นั้น มีกระบวนการหลักๆพอสังเขปดังนี้

จัดทำรายงานขอซื้อ/จ้าง  เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องทำรายงานขอซื้อ/จ้าง โดยระบุรายละเอียดของการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ วิธีการจัดซื้อจัดจ้างมี 6 วิธี คือ วิธีตกลงราคา, วิธีสอบราคา, วิธีประกวดราคา, วิธีพิเศษ, วิธีกรณีพิเศษ และวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์( e – Aution) การกำหนดว่าจะใช้วิธีการใดนั้น ต้องพิจารณาตามวงเงินและเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดในระเบียบพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  โดยทำตามแผนพัสดุ ซึ่งเจ้าหน้าที่พัสดุดำเนินการตามแผนพัสดุ ที่หน่วยงานเจ้าของงบประมาณทำไว้ (ซึ่งจุดนี้แหละที่ผิดพลาดมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่ ผู้บริหารหรือข้าราชการมักจะข้ามขั้นตอน โดยมักจะติดต่อหรือดำเนินการขั้นตอนอื่นๆก่อน มีแม้กระทั้งเอาของมาก่อน จนของพังหรือชำรุดไปแล้วเพิ่งจะดำเนินการขั้นตอนอื่นๆ ซึ่งอาจจะเพราะเทคนิคการบริหารแบบรัฐศาสตร์หรือแบบชาวบ้านก็แล้วแต่ ขอจงระวังไว้ขั้นตอนนี้แหละตายมาแล้วหลายราย)

การเสนอขออนุมัติจัดซื้อ/จ้าง ผู้จัดซื้อจัดจ้างต้องทำรายงานขอซื้อ/จ้าง ที่จัดทำไว้แล้วเสนอขออนุมัติตามขั้นตอนจากผู้มีอำนาจอนุมัติ ซึ่งผู้มีอำนาจอนุมัติในส่วนของท้องถิ่นก็ไม่พ้นนายกฯ

มอบหมายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่/คณะกรรมการต่างๆ เมื่อได้รับอนุมัติให้จัดซื้อ/จ้างส่วนราชการต้องมอบหมายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่และหรือคณะกรรมการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง กล่าวคือ วิธีสอบราคาและแต่งตั้งคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาวิธีการประกวดราคาจะแต่งตั้งคณะกรรมการรับและเปิดซองสอบราคา วิธีประกวดราคาจะแต่งตั้งคณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคา และคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา วิธีพิเศษจะแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อ/จ้างโดยวิธีพิเศษ วิธีe-Autionจะแต่งตั้งคณะกรรมการ e-Aution และทุกวิธีจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับการจ้างเกี่ยวกับการจัดซื้อ/จ้าง (ซึ่งปัจจุบันบางกรณียกเว้นตกลงราคา มักจะมีตัวแทนจากตัวแทนประชาคมด้วย)

การจัดซื้อ/จ้าง ตามวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่ได้รับอนุมัติ ดังนี้
- วิธีตกลงราคา  มีวิธีการโดยการติดต่อหาผู้ขายหรือสืบราคาที่เหมาะสมโดยตรง แล้วต่อรองราคาตกลง พร้อมเงื่อนไข ซึ่งในปัจจุบัน วิธีการตกลงราคา เป็นการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ทำให้มีโครงการฯประเภท 99,999 บาท ในอปท.หลายแห่ง เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการสอบราคา ที่ต้องประกาศสอบราคาทำให้เป็นที่รู้ไปทั่ว เรียกว่า ฮั่วยาก แถมไม่ต้องติดป้ายโครงการด้วย ประชาชนไม่ทันกระดิกตัว เรียกว่าเงียบกริบ

- วิธีสอบราคา มีวิธีดำเนินการโดย เจ้าหน้าที่ฯติดต่อผู้ขายโดยตรงผละปิดประกาศการสอบราคา และเปิดซองสอบราคาเพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการสอบราคา ซึ่งเป็นการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินตั้งแต่ 1 แสนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท  ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากรายจะมีการ แข่งขันกันดุเดือด เพราะเป็นโครงการขนาดเล็ก ประเภททุนน้อย หอยน้อย เป็นเวทีที่สามารถให้ผู้รับเหมาหรือ ผู้ประกอบการหน้าใหม่มีโอกาสาแจ้งเกิดได้ เว้น แต่ อปท.ในเขตสามจังหวัดฯ เพราะไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาทำงาน  ขนาดบางแห่งเสนองดเงินใต้โต๊ะ 100 % ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาทำงาน  รัฐบาลจึงได้มียกเว้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ประกอบกับเพื่อให้การพัฒนาในพื้นที่เดินหน้าไปได้ จึงอนุมัติให้อปท.ในเขตนี้ สามารถใช้วิธีพิเศษได้ ด้วยเหตุนี้จึง ทำให้เกิดผู้รับเหมาหน้าใหม่เกิดขึ้นหลายราย เรียกว่า วิกฤติเป็นโอกาสของผู้รับเหมา แต่หลายครั้งที่เจ้าโอกาสก็กลายเป็นวิกฤติของประชาชน
 - วิธีประกวดราคา ดำเนินการโดยการปิดประกาศและเผยแพร่การประกวดราคาผ่านทางสื่อสารมวลชนและหรือติดต่อผู้ขายโดยตรง รับซองและเปิดซองประกวดราคาและพิจารณาผลการประกวดราคา โดยเป็นวิธีจัดซื้อจัดจ้างในวงงบประมาณตั้งแต่ 2 ล้านขึ้นไป ซึ่งก็ไม่ค่อยเกิดขึ้นในระดับ อบต.เล็กๆเพราะต้องซอยโครงการฯให้ครบหมู่บ้าน ยกเว้นโครงการฯเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ที่นานๆทีจะส้มหล่นลงมา เพราะเจ้าเงินอุดหนุนเฉพาะกิจนี้ มันต้องอาศัยกำลังภายในแกร่งกล้าพอสมควร และโดยส่วนใหญ่ นายก อปท.โนเนมมักดำเนินการไม่ทันบรรดานายกฯอปท.ใหญ่ ที่สายป่านยาว มากบารมี แถมโปรยรำตั้งแต่ปีมะโว้ อีกทั้งระบบการเมืองเก่าๆ ยากที่ประชาชนใน อปท.เล็กๆจะได้อนิสงจากเงินอุดหนุนประเภทนี้

 - วิธีพิเศษ  โดยการเจรจาตกลงหรือสืบราคาหรือขอให้มีการเสนอราคาจากผู้ขายโดยตรง วิธีนี้มีข้อกำหนดหลายประการ โดยมีสาระว่าทำด้วยวิธีอื่นไม่เกิดผลดีว่านั้นเถอะ เช่น การจัดซื้อที่ดิน, การจัดจ้างทำสิ่งที่เร่วด่วน ที่พิเศษใช้เทคโนโลยีสูง เป็นต้น ซึ่งบางครั้งวิธีการนี้ก็เป็นเครื่องมือสำหรับล็อคสเป็ค(จำกัดคุณสมบัติ) เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ประกอบการที่ฮั่วเอาไว้ ซึ่งประชาชนตาดำๆอาจไม่ทราบถึงที่มาที่ไป หากไม่สนใจข่าวสารบ้านเมือง พอ จะรู้อีกที มันก็จัดซื้อจัดจ้างแล้ว
 - วิธีกรณีพิเศษ โดยการพิจารณาสั่งซื้อ/สั่งจ้างจากส่วนราชการและหรือหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ผลิด/ทำงานจ้างนั้นเอง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้จัดซื้อจัดจ้างหรือมีกฎหมายหรือมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ซื้อ/จ้าง โดยวิธีนี้ ก็มีบ้างแต่น้อย เพราะมันฮั่วยาก เคี้ยวเจอเคี้ยวอาจไม่ได้อะไรเลย
- วิธีประมูลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ e-Auction พิจารณาคัดเลือกผู้ให้บริการตลาดกลาง ประกาศเผยแพร่/เชิญชวนผู้ค้าเข้าร่วมการประมูล พิจารณาคัดเลือกผู้ค้า ชี้แจง/จัดฝึกอบรมคณะกรรมการ e-Auction และผู้ค้าเกี่ยวกับการปะมูลเพื่อคัดเลือกผู้ชนะการประมูล ซึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งมีเป้าหมายป้องกันการฮั่ว แต่ทำไปทำมา มีคน เขาบอกว่าฮั่วยิ่งกว่าเก่า และฮั่วเฉพาะกลุ่มฯ

          สั่งซื้อ/จ้าง เมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ 4 จนได้ผู้ขาย/รับจ้างแล้ว  ก็ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการสั่งซื้อ/จ้าง ตามข้อกำหนดในระเบียบ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็เคยมีหลายแห่งที่ผู้รับเหมาดันทำงานก่อนสั่งจ้างหรือทำสัญญา เรียกว่าขอให้ยึดหัวหาดก่อน การกระทำเช่นนี้ ถ้าหากมีฝ่ายค้านหรือชาวบ้านร้องเรียนก็จบกัน แต่ก็มีบ้างที่ผู้บริหารต้องใช้หลักรัฐศาสตร์มาพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน  ทั้งนี้ขอให้ดูเนื้อในก่อน ว่าเจตนาทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ถ้าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวก็ถือว่าบังอาจอย่างร้ายแรง

ควบคุมงาน(ถ้ามี) และหรือตรวจรับพัสดุ/การจ้าง  โดยให้เจ้าหน้าที่/หรือคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมาย/แต่งตั้ง เป็นผู้ดำเนินการตรวจรับพัสดุ/การจ้าง  โดยขั้นตอนนี้แหละสำคัญที่สุด เพราะ เมื่อพ้นขั้นตอนนี้แล้ว ก็ต้องถึงเวลาจ่ายเงินค่าพัสดุ และเมื่อจ่ายเงินไปแล้ว  ถ้ามันถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ถือว่าราชการก็ไม่เสียหายก็สัมฤทธิผล แต่ถ้าบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนกว่าที่ตั้ง หรือกำหนดเอาไว้ ก็ถือว่าราชการเกิดความเสียหาย หาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบ ก็อาจต้องมีโทษทางวินัย ชดใช้เงินคืน หนักที่สุดก็โดนคดีทั้งแพ่งทั้งอาญา

สุดท้ายอีกประการหนึ่งซึ่งได้มีนักการเมืองไม่น้อยได้ถามมาว่า “กรณีที่ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีประกาศใช้แล้ว แต่เงินยังไม่เข้า อปท.สามารถ ประกาศสอบราคาหรือไม่ ?” อันนี้ศณีราขอตอบเลยว่าอปท.สามารถประกาศสอบราคาได้ แต่ต้องกำหนดในประกาศไว้ว่า จะทำสัญญาเมื่อมีเงินงบประมาณเข้ามาเพียงพอ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้ประกอบการยืนราคาไว้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ระดับ อบต.ยังไม่ค่อยทำกัน จึงอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าทำไม่ได้ ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียพอๆกัน ระหว่างการประกาศก่อนเงินมา หรือเงินมาแล้วค่อยประกาศ ที่สำคัญต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้เป็นดีที่สุด และต้องยึดประโยชนืของประชาชนสูงสุด
หวังว่าผู้อ่านคงได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย อ่านดูมันอาจจะลึกเกินไปสำหรับฝูงชนผู้หลับใหล แต่แท้จริงมันใกล้แค่ปลายจมูกของพลเมืองผู้ตื่นตัว  ผู้ที่กล้าลุกขึ้นมา เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีการเมือง ผู้ซึ่งเข้าใจหลักการของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่มา :  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=336625

การแต่งตั้งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท.

จากการที่ได้พบปะพูดคุยกับครูผู้ดูแลเด็ก(ผดด.)หรือถ้าจะเรียกให้โก้หน่อยก็จะเป็น ผู้ช่วยครูดูแลเด็กอนุบาลและปฐมวัย ต่างก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไปแล้วแต่สภาพแวดล้อมของแต่ละที่ บ้างก็ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ปล่อยให้ทำการเรียนการสอนแบบตามมีตามเกิด เข้าทำนองสถานที่รับเลี้ยงเด็ก ซึ่งเด็กที่เข้ามาเรียนก็มีหลายรุ่น ๑ ขวบบ้าง ๒ ขวบบ้าง ๓-๕ ขวบบ้าง ซึ่งก็ขึ้นกับนโยบายของผู้บริหาร อปท.แต่ละแห่ง เมื่อสอบถามว่า “ทำไมเด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์(เกณฑ์คือ ๓-๕ ปี)ถึงรับเข้ามาในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” คำตอบที่ได้ก็คือเป็นนโยบายของผู้บริหารบ้าง เป็นลูกเป็นหลานของ อบต.บ้าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านบ้าง หรือไม่ก็เป็นลูกของคนรู้จักที่เอามาฝากให้เลี้ยงดูบ้าง เมื่อถามต่อไปอีกว่า “แล้วเด็กที่ไม่เข้าเกณฑ์จะได้กินอาหารกลางวัน และดื่มนมไหม” คำตอบก็คือ “ถ้ามีเหลือก็ได้กินบ้างหรือได้กินเพราะเอาส่วนของคนที่ไม่มาโรงเรียนให้เด็กที่ไม่ถึงเกณฑ์กินบ้าง” ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รอการแก้ไข ถามต่อไปอีกว่า “แล้วใครจะแก้ไข” คำตอบก็คือ “ไม่รู้” “คนที่มีหน้าที่มั่ง” หรือ “ไม่แน่ใจ” ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาจริงๆ โดยที่ผมคิดไม่ถึงว่าจะมีกรณีแบบนี้อยู่ เมื่อถามว่า “ศูนย์เด็กเล็กคุณมีหัวหน้าศูนย์หรือยัง” คำตอบคือ “มีเป็นบางศูนย์” ทำไมถึงมีเป็นบางศูนย์ล่ะ เพราะผู้บริหารเขาไม่ทำการคัดเลือกบ้าง และเพราะผู้ดูแลเด็กยังมีคุณสมบัติไม่ครบบ้าง ซึ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น วันนี้จะขออนุญาต นำเรียนทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งตั้งหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท. เพื่อให้พี่ๆน้องๆ ผู้ดูแลเด็กและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจอย่างชัดเจนและปฏิบัติได้ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกัน ดังนี้
                                    ๑ คุณสมบัติของหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท. (มท ๐๘๙๓.๔/ว๖๑ ลว ๑๐ ม.ค.๒๕๕๑)
                                        ๑.๑ ให้คัดเลือกและแต่งตั้งจากผู้ดูแลเด็กภายในศูนย์ฯ ที่มีเด็กไม่น้อยกว่า ๒๐ คน โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
                                                 ๑. มีประสบการณ์ในการดูแลเด็กไม่น้อยกว่า ๓ ปี
                                                 ๒. จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษา สาขาวิชาเอกปฐมวัยหรืออนุบาล ศึกษาและมีใบประกอบวิชาชีพครู*
                                                 ๓. มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ ก.อบต.กลางกำหนด 
                                   ๒. คณะกรรมการคัดเลือกประกอบด้วย
                                                 ๑. ผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา เป็นประธาน
                                                 ๒. ปลัด อปท. เป็นกรรมการ
                                                 ๓. ท้องถิ่นอำเภอ เป็นกรรมการ
                                                 ๔. ผู้แทนชุมชน เป็นกรรมการ
                                                 ๕. ผู้รับผิดชอบงานด้านการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ
เมื่อทราบถึงคุณสมบัติและคณะกรรมการคัดเลือกแล้ว ที่นี้มาดูประเด็นปัญหาที่พบก็คือเรื่องคุณสมบัติของผู้ดูแลเด็กที่จะเข้ารับการคัดเลือก คือส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา สาขาอื่นที่ไม่ใช่วิชาเอกปฐมวัยและอนุบาลศึกษาและไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งกรณีคุณวุฒิทางการศึกษานั้น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ มท ๐๘๙๓.๔/ว ๔๗๖ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๑ กำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมให้รวมถึงผู้ดูแลเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา ทุกสาขา เป็นอันว่าเรื่องวุฒิการศึกษาไม่มีปัญหาแล้ว ขอให้จบปริญญาตรีทางการศึกษาเป็นอันมีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกได้ครับ ประเด็นที่เป็นปัญหาถัดมาคือ เรื่องใบประกอบวิชาชีพครู กรณีนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือ ที่ มท ๐๘๙๓.๔/ว ๑๖๑๒ ลงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผ่อนผันให้ผู้ดูแลเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษาทุกสาขา แต่ยังไม่ได้รับใบประกอบวิชาชีพครู ให้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้จนถึงปี ๒๕๕๔ ที่ร่ายยาวมาทั้งหมดก็คงจะพอเข้าใจนะครับ ว่า ผู้ดูแลเด็กที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปทางการศึกษา ทุกสาขา ขอย้ำว่าต้องเป็นทางการศึกษาเท่านั้นนะครับ แม้จะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูก็สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับงานด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นท่านนักวิชาการศึกษา หัวหน้าส่วนการศึกษาฯ ท่านปลัด อปท. ท่านนายก อปท. ถ้าลูกน้องผู้ดูแลเด็กในบังคับบัญชาของท่าน มีคุณสมบัติครบถ้วน ก็จะต้องดำเนินการประกาศคัดเลือกหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน เพื่อความก้าวหน้าของลูกน้องนะครับเจ้านาย………………
ที่มา : www.tadokkam.go.th/main.php

การฟ้องคดีปกครอง(ต่อ)

ข้อควรระวังในการยื่นฟ้องคดีปกครอง

โดยปกติการฟ้องคดีปกครองต่อศาลปกครองกลางจะไม่มีหลักเกณฑ์ ที่ซับซ้อนให้เป็น ภาระแก่ประชาชนผู้ประสงค์จะฟ้องคดี และการดำเนินคดีใน ศาลปกครองกลางก็ค่อนข้างยืดหยุ่น เพื่อให้การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน มีความถูกต้องและครบถ้วนที่สุดแต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมีปัญหาที่มักเกิดขึ้นและทำให้การฟ้องคดีและการดำเนินคดีในศาลปกครอง ล่าช้าเป็นที่เสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอยู่หลายประการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีควรระมัดระวัง ดังนี้

1. ข้อควรระวังในการจัดทำคำฟ้อง

ด้วยเหตุที่การฟ้องคดีปกครอง ผู้ฟ้องคดีสามารถจัดทำคำฟ้องได้ด้วยตนเอง โดย ไม่จำเป็นต้องให้ทนายความ หรือผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายช่วยจัดทำคำฟ้องให้ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีที่ ไม่ได้ศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการฟ้องคดีปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และระเบียบวิธีพิจารณาคดีปกครองที่เกี่ยวข้อง ก็อาจ จัดทำคำฟ้องได้ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และทำให้ศาลปกครอง กลางไม่อาจรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้ ซึ่งข้อบกพร่องที่พบบ่อยนั้น มีดังนี้

1.1 ผู้ฟ้องคดีใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ

ศาลปกครองกลางตระหนักดีว่า ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอาจมีความ รู้สึกคับข้องใจหรือโกรธเคืองหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องแต่ศาล ย่อมไม่อาจรับคำ ฟ้องที่ไม่สุภาพไว้พิจารณาพิพากษาได้ดังนั้น หากคำ ฟ้องใดมีการใช้ ถ้อยคำไม่สุภาพ ศาลก็จะสั่งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไขคำฟ้องนั้นภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด และหาก ผู้ฟ้องคดีไม่ยอมดำเนินการศาลก็มีอำนาจสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

1.2 ผู้ฟ้องคดีมีคำขอไม่ชัดเจน

คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนอกจากจะต้องระบุรายละเอียดหรือรายการต่างๆ ตามที่กฎหมาย กำหนดไว้แล้ว ยังจะต้องระบุว่า ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะขอให้ศาลบังคับต่อหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขหรือ บรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายอย่างไร ด้วย เช่น ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย หรือขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งปฏิเสธการ ออกโฉนดที่ดิน หรือขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร หรือขอให้ศาลสั่ง เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือขอให้ศาลสั่งให้กระทรวงคมนาคมจ่ายเงินค่าทดแทน การเวนคืนเพิ่มเติม เป็นต้น เพราะหากผู้ฟ้องคดีมิได้มีคำขอมาด้วยหรือมีแต่ไม่ชัดเจนเพียงพอที่ ศาลจะเข้าใจได้ ศาลก็จะต้องมีหนังสือกลับไปสอบถามผู้ฟ้องคดีอีกครั้งหนึ่งว่า มีความประสงค์จะ ให้ศาลสั่งเช่นใดหากผู้ฟ้องคดีชนะคดี ซึ่งย่อมทำให้เกิดขั้นตอนที่ทำให้คดีปกครองคดีนั้นล่าช้าได้

1.3 ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการ สำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายที่กฎหมายกำหนดเสียก่อนฟ้องคดี

ในการฟ้องคดีปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดียังไม่มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองในทันทีที่ได้ รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย แต่ผู้ฟ้องคดีจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า มีกฎหมายกำหนดขั้นตอน หรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อน หรือเสียหายในเรื่องนั้นไว้แล้วหรือไม่ หากมีกฎหมาย กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการใดๆไว้เป็นการเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมาย เฉพาะนั้นกำหนดไว้เสียก่อน เช่น กรณีผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจและได้รับคำสั่งลงโทษทางวินัย จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดีจะต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ ก.ตร. ตามที่กฎหมายว่า ด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจและกฎหมายว่าด้วยวินัยตำรวจกำหนดไว้เสียก่อน ในทำนองเดียว กันหากเป็นข้าราชการครูและได้รับคำสั่งลงโทษทางวินัยจากสำนักงานประถมศึกษาจังหวัด ก็จะต้อง อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ อ.ก.ค. จังหวัด ตามที่กฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูกำหนดไว้ เป็นต้น หรือกรณีที่เป็นเรื่องของการเวนคืนที่ดิน หากผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างทางหลวง แต่ไม่พอใจจำนวนเงินทดแทนที่ได้รับ ผู้ฟ้องคดีก็จะต้องอุทธรณ์การกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทน ดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสียก่อนตามที่กฎหมายว่าด้วยการเวนคืน อสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดไว้และเมื่อทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นที่สุดแล้ว หากผู้ฟ้องคดี ยังไม่เห็นด้วย จึงจะมีสิทธินำเรื่องดังกล่าวมาฟ้องต่อ ศาลปกครองต่อไป นอกจากนั้น ในปัจจุบัน แม้จะเป็นกรณีที่มิได้มีกฎหมายเฉพาะกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้ดังเช่น เรื่องวินัยหรือเรื่องการเวนคืนดังตัวอย่างที่ได้ยกมาแล้วข้างต้น กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองซึ่งเป็นกฎหมายกลางได้กำหนดบังคับไว้เป็นการทั่วไปว่า คำสั่งทางปกครองที่ไม่มี กฎหมายเฉพาะกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ไว้ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่ตน ไม่พอใจต่อผู้ออกคำสั่งทางปกครองนั้นเอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งทาง ปกครองดังกล่าว

ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วหากผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเกิดจากการออก คำสั่งทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ย่อมจะต้องอุทธรณ์คำสั่งทาง ปกครองนั้นก่อนเสมอ มิฉะนั้น จะไม่มีสิทธิ นำเรื่องดังกล่าวมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ และ หากยังจะยื่นคำฟ้องนั้นมาศาลก็จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นไว้พิจารณา และจำหน่ายคดีนั้นออก จากสารบบความต่อไป

2. ข้อควรระวังเกี่ยวกับคำฟ้องที่ยื่นฟ้องทางไปรษณีย์

ในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีเดินทางมายื่นฟ้องยังศาลปกครองกลางเจ้าหน้าที่ศาลปกครองฝ่าย
รับฟ้องจะให้คำแนะนำแก่ ผู้ฟ้องคดีอย่างใกล้ชิด จึงไม่ค่อยมีข้อบกพร่องหรือปัญหาใดๆ มากนัก แต่สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องคดีโดยส่งคำฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนนั้น ผู้ฟ้องคดีมักจะเสียโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีด้วยเหตุต่างๆ ดังต่อไปนี้

2.1 ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ระบุชื่อผู้ฟ้องคดีในคำฟ้อง หรือใช้นามแฝงหรือฟ้องในนามตัวแทนของ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยไม่ได้ระบุชื่อตัวชื่อสกุลจริง

คำฟ้องที่มีลักษณะเช่นนี้ย่อมมีลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ที่สำนักงานศาลปกครองไม่อาจเสนอ ต่อศาลเพื่อพิจารณา พิพากษาให้ได้ เพราะในกรณีเช่นนี้จะไม่มีตัวผู้ฟ้องคดีที่จะชี้แจงและให้ ถ้อยคำแก่ศาล ดังนั้น ศาลย่อมไม่อาจจะพิจารณาได้ว่าความเดือดร้อนหรือเสียหายที่กล่าวอ้างถึงในคำฟ้องนั้นเกิดขึ้นกับผู้ใดหรือไม่และอย่างไร

2.2 ผู้ฟ้องคดีระบุชื่อของตนมาในคำฟ้อง แต่กลับไม่ได้ระบุที่อยู่มาด้วย

แม้ว่าจะมีปัญหาในกรณีเช่นนี้ ศาลปกครองกลางก็ยังมีความพยายามที่จะรับคำฟ้องเหล่านี้ ไว้พิจารณา โดยให้สำนักงานศาลปกครองขอความอนุเคราะห์ไปยังสำนักงานทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ช่วยตรวจสอบว่า ผู้ฟ้องคดีที่ระบุชื่อมานั้นมีตัวตนจริงหรือไม่ และมี ภูมิลำเนาอยู่ที่ใดและหากได้รับข้อมูลที่พอจะดำเนินการต่อไปได้ ก็จะดำเนินการรับคำฟ้องนั้นไว้ ในสารบบความต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว นอกจากจะทำให้คดีปกครองคดี นั้นล่าช้าแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิลำเนาที่สอบถามได้ก็อาจจะเป็นภูมิลำเนาเดิมซึ่งไม่อาจใช้ติดต่อกับผู้ฟ้องคดีได้

2.3 ผู้ฟ้องคดีจ่าหน้าซองถึงศาลปกครองได้ถูกต้อง

แต่ในคำฟ้องหรือจดหมายภายในซองกลับมีรายละเอียดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

2.3.1 ระบุว่าเป็นจดหมายถึงหน่วยงานอื่น เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

2.3.2 ระบุว่าเป็นจดหมายถึงหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้หลายหน่วยงาน ซึ่งระบุรวม ถึงศาลปกครองด้วย เช่น ระบุว่า “เรียน ปลัดกระทรวงแรงงานฯ, ประธานศาลปกครอง, ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานฯ” เป็นต้น

ในกรณีเช่นนี้สำนักงานศาลปกครองในฐานะผู้รับเรื่องไว้เบื้องต้นย่อมไม่สามารถสรุปได้เองว่า ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีหนังสือสอบถาม กลับไปยังผู้ฟ้องคดีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวย่อมทำให้คดีปกครองนั้นล่าช้าได้

2.4 ผู้ฟ้องคดีมักจะส่งแต่เฉพาะคำฟ้องและพยานหลักฐานฉบับจริงมาเพียงชุดเดียว โดยไม่แนบสำเนาคำฟ้องและพยานหลักฐานมาด้วยเลย

ตามระเบียบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องถ่ายสำเนาคำฟ้องและ พยานหลักฐานตามจำนวนผู้ถูกฟ้องคดีแนบมาพร้อมกับคำฟ้องด้วย เช่น หากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะฟ้องคดีผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทย ผู้ฟ้องคดีจะต้องจัดทำ คำฟ้องและพยานหลักฐานฉบับจริง 1 ชุด สำหรับให้ศาลใช้พิจารณา จากนั้นจะต้องทำสำเนาคำฟ้อง และพยานหลักฐานทั้งหมดนั้นอีก 2 ชุด เพื่อที่ศาลปกครองจะได้ส่งสำเนาดังกล่าวไปให้ แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทย ต่อไป ซึ่งตามระเบียบแล้ว ถ้าผู้ฟ้องคดีไม่ได้จัดทำสำเนาดังกล่าวแนบมาด้วย ศาลจะแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีจัดทำสำเนามาให้ภายใน ระยะเวลาที่ศาลกำหนด และหากผู้ฟ้องคดีไม่ยอมดำเนินการ ศาลก็มี อำนาจสั่งไม่รับคำฟ้องไว้ พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีนั้นออกจากสารบบความ

2.5 ผู้ฟ้องคดีไม่ส่งค่าธรรมเนียมศาลมาพร้อมกับคำฟ้องหรือส่งมาแต่ไม่ครบถ้วน

ในกรณีเช่นนี้ ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าธรรมเนียมศาลให้ครบถ้วนภายในระยะ เวลาที่ศาลกำหนด หากผู้ฟ้องคดีไม่ยอมดำเนินการ ศาลจะสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีนั้นออกจากสารบบความต่อไป

3. ข้อควรระวังเกี่ยวกับการติดต่อกับศาลปกครองระหว่างการดำเนินคดีปกครอง

ในการดำเนินคดีปกครองของศาลปกครองนั้น เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในระหว่างการดำเนินคดีปกครอง การติดต่อสื่อสารกันทางไปรษณีย์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา สำนักงานศาลปกครองพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารระหว่างศาลกับคู่กรณีหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการ ดังนี้

3.1 ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีหนังสือติดต่อถึงศาลปกครองหรือส่งเอกสารถึงศาลปกครองโดยไม่ได้แจ้งหมายเลขคดีมาด้วย

จึงทำให้สำนักงานศาลปกครองในฐานะผู้รับเรื่องไม่ทราบว่าหนังสือหรือเอกสารดังกล่าวนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคดีหมายเลขที่เท่าใด ซึ่งทำให้ไม่สามารถเสนอหนังสือหรือเอกสารนั้นให้แก่ ตุลาการ เจ้าของสำนวนเพื่อสั่งการใดๆ ได้ในทันที เพราะต้องใช้เวลาและบุคลากรในการตรวจ สอบอีกมาก ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้คดีปกครองคดีนั้นล่าช้า

3.2 ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีหนังสือตอบหมายหรือคำสั่งของตุลาการเจ้าของสำนวน โดยจ่าหน้าซองถึงชื่อของตุลาการเจ้าของสำนวนผู้นั้นโดยตรง

ในกรณีนี้ หากมิได้วงเล็บมุมซองมาด้วยว่าเป็นคดีปกครองหมายเลขที่เท่าใด บางครั้ง สำนักงานศาลปกครองก็อาจเข้าใจผิดว่า เป็นจดหมายส่วนตัวของตุลาการผู้นั้นและนำจ่าย จดหมายห้โดยไม่ผ่านสารบบความอย่างถูกต้องซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นกว่าหนังสือดังกล่าวจะได้เข้าสู่สารบบความอย่างถูกต้องได้ก็จะต้องรอจนกว่าตุลาการเจ้าของสำนวนจะเปิดดูจดหมายพบว่าเป็นคดีปกครองและส่งกลับมาให้ฝ่ายสารบบคดีดำเนินการ ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้คดีปกครองคดีนั้นล่าช้าขึ้นอีกมาก

3.3 ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องได้ย้ายที่อยู่หรือที่ตั้งสำนักงาน แต่ไม่ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานศาลปกครองทราบ

กรณีเช่นนี้ย่อมทำให้สำนักงานศาลปกครองไม่อาจดำเนินการติดต่อส่งหมายหรือคำสั่งของศาลให้ได้ จึงอาจทำให้คดีปกครองคดีนั้นล่าช้าหรือเสียหายได้

จากปัญหาที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่าหากผู้ฟ้องคดีผู้ถูกฟ้องคดีหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและระมัดระวังในเรื่องต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วศาลปกครองกลางก็จะสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา : www.admincourt.go.th