ธรรมาภิบาล มาจากคำสองคำมารวมสมาสกัน คือ คำว่า ธรรม ซึ่งแปลว่า คุณความดี กับคำว่า อภิบาล ซึ่งแปลว่า การปกครอง เมื่อนำมาสมาสกันได้ความหมายว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 6 ด้านด้วยกัน คือ
- หลักนิติธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎ ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และสังคมยินดีพร้อมใจปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับเหล่านั้น
- หลักคุณธรรม ได้แก่การยึดมั่นในความถูกต้องดีงามโดยรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดถือหลักนี้ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวอย่างแก่สังคมและส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน
- หลักความคุ้มค่า ได้แก่การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยรณรงค์ให้คนไทยใช้ของอย่างประหยัด คุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้า และบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
- หลักความรับผิดชอบ ได้แก่การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา
- หลักความโปร่งใสแก่การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยการปรับปรุงกลไกการทำงานของทุกวงการให้มีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และ
- หลักการมีส่วนร่วม ได้แก่การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความคิดเห็นในการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตัดสินใจในชุมชน จากหลักการ ทั้ง 6 ประการข้างต้นนั้นมาจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้เน้น และกำหนดเป็นกรอบแนวทางให้แก่หน่วยงานราชการเพื่อถือปฏิบัติ ซึ่งหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รู้จักคำว่า ธรรมาภิบาล เป็นอย่างดี แต่จะมีความเข้าใจในเนื้อใน เนื้อหา แก่นสารของคำว่า “ธรรมาภิบาล” ได้เพียงไรนั้นวัดได้ยากมาก เพราะว่าแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีศักยภาพ
ขีดความสามารถ สมรรถนะที่แตกต่างกันแต่จะทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และคนทั่วไปได้อย่างไร นั่นเป็นคำถามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่กำกับดูแลต้องตอบ
ในหลายปีที่ผ่านมาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกแห่งต้องจัดทำเอกสารเพื่อร่วมประเมินธรรมาภิบาลในทุกปี โดยมีคณะกรรมการประเมินมาทำการประเมินตามแนวทางที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดให้ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะวัดว่า หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีธรรมาภิบาลมากน้อยเพียงใด แต่วิถีการประเมินเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดในปัจจุบันเป็นการวัดจากการรวบรวม เอกสาร หลักฐาน ซึ่งผลสรุปขึ้นอยู่ที่ว่า หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดสามารถจัดเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ตามแบบประเมินที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด ก็จะได้รับคะแนนธรรมาภิบาลในระดับที่สูง ซึ่งนั้นก็เป็นเพียงการประเมินจากเอกสารเท่านั้น คณะกรรมการประเมินไม่ ได้ให้ความสนใจในแนวคิด กลวิธีการทำงาน และผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติจริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในแต่ละพื้นที่ (โดยให้เหตุผลจับประเด็นด้วยคำพูดที่หนักแน่น ว่าผมไม่รู้ว่าคุณทำงานจริง หรือไม่ ทำอย่างไร เพราะไม่ได้ไปดูที่ทำงานของคุณ) ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ไม่ผิด แต่ในมุมมองอีกด้านหนึ่งในขณะที่คนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันยังไม่เกิดการยอมรับหรือเกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่น ศรัทธา และบุคคลภายนอกหน่วยงานจะเกิดความเชื่อมั่น เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้อย่างไร
ดังนั้น การประเมินธรรมาภิบาล ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เป็นเรื่องที่วัดได้ยากถ้าหากวัดที่เอกสาร ผลผลิต ผลลัพธ์ที่ออกมาให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดสามารถจัดเตรียมเอกสารได้ครบถ้วน ซึ่งข้อเท็จจริงจะมีการดำเนินการหรือไม่อย่างไรหรือไม่ หน่วยงานนั้นเองรู้ดีที่สุด หาใช่ผลลัพธ์คือประโยชน์สุขของประชาชน ดังนั้นการประเมินธรรมาภิบาลจึงเป็น การประเมินธรรมเอกสาร (ซึ่งแปลได้ว่าเอกสารที่เป็นธรรม)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้วงเวลานี้ใกล้ช่วงที่จะต้องทำการประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองท้องถิ่น เพื่อรับรางวัลการบริหารจัดการที่ดี(รางวัลธรรมาภิบาล)และนำผลการประเมินที่ได้ไปประกอบเป็นผลในการพิจารณาเงินประโยชน์ตอบแทนอื่น(โบนัส)ให้แก่พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ก็ฝากท่านคณะกรรมการตรวจประเมินด้วย ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ประเมินตามความเป็นจริงตามหลักเกณฑ์ ที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปประธรรมอันจะส่งผลต่อการอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนในแต่ละท้องถิ่นต่อไป
