“การเมือง”ในองค์กร (office politic)

คำว่าการเมืองนั้น สำหรับคนที่ก้าวเข้าสู่บริบทของการทำงานใหม่ๆ คิดว่าคำนี้มัน น่าจะอยู่แถวสภาผู้แทนหรือไม่ก็แถวพรรค การเมืองมากกว่า ที่จะเข้ามาปะปนอยู่ในองค์กรที่เขาอยู่ เพราะความหมายของคำนี้ มันไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลยกับเขา ในเมื่อมันเป็นที่รังเกียจทั้งตัวของมันเอง และคนที่ใช้มันเป็นเครื่องมือในการเล่น สำหรับความรู้สึกกับคำคำนี้มันออกมาในแง่ลบ มันเป็นเรื่องของการแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ช่วงชิงความได้เปรียบซึ่งกันและกัน เพื่อนำมาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ การประจบสอพลอ การทำงานเพื่อเอาหน้าหาเสียง การทะเลาะกัน กล่าวหาด่ากันไปกันมา ในทำนองว่าตัวเองดีแต่คนอื่นนั้นชั่ว มีการทำลายชื่อเสียงและความเชื่อถือกัน ด้วยเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง อีกทั้งไม่มีความจริงใจและความซื่อตรงในหน้าที่และความรับผิดชอบ เพราะมัวคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง สรุปโดยรวมแล้วมันสกปรก น่าหลีกหนีเพราะความน่ารังเกียจขยะแขยง
แต่ผู้รู้และผู้มีประสบการณ์มักจะพูดให้ได้ยินเสมอว่า “ทำงานจะรุ่งได้ ก็ต้องเป็นเรื่องการเมืองในองค์กรด้วย”
เมื่อมีการย้อนถามกลับไปว่า “ในเมื่อก็เห็นๆ และก็รู้ว่า การเมืองมันเป็นเรื่องสกปรก ทำไมจึงเอามาใช้ในองค์กรเล่า คนทำงานเอาแต่เล่นการเมืองในองค์กร องค์กรมันจะประสบความสำเร็จและเจริญได้อย่างไร แล้วคนที่ทำงานด้วยความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องยุ่งกับการเมือง ไม่มีสิทธิที่จะเจริญก้าวหน้าเลยหรืออย่างไร อย่างนี้ มิแปลว่าคนดี ทำดีก็ไม่มีสิทธิได้ดีนะซิ”
การเมืองในองค์กร มันไม่ได้เลวร้ายเหมือนการเมืองจริงๆ ระดับประเทศนั่นหรอก เพียงแต่ในครรลองของความเป็นจริง มันละม้ายคล้ายกันในบางเรื่องบางส่วน รวมทั้งวิธีการหรือบทบาทที่แสดง ก็ยึดแนวเดียวกัน แต่ไม่ถึงขนาดจะต้องใช้วิธีสกปรก หรือรุนแรงเท่าการเมืองจริงๆ เท่านั้น
เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าจะถามว่าในการทำงานตามปกติน่ะ มันมีการชิงดีชิงเด่นกันในทีด้วยหรือไม่ ตอบว่ามีแน่ เพราะโครงสร้างองค์กรมันเป็นรูปพีระมิด ข้างล่างกว้างข้างบนเล็กและแหลม การก้าวขึ้นสู่ระดับบนนั้น มันก็ใช่ว่าจะมีที่พอสำหรับคนข้างล่างทุกคนที่ไหน ใครดีใครเด่นก็มีภาษีมากกว่าคนอื่น มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าตากรรมการ เบียดคนอื่นขึ้นไปสูงกว่าได้ นี่คือความจริงใช่ไหม และเป็นส่วนผสมหนึ่งของการเมืองใช่ไหม มีไหมในองค์กร ที่คนส่วนใหญ่จะกล้ายอมรับว่า ตัวเองทำโน่นผิดทำนี่พลาด จะมีก็แต่การพยายามแก้ตัว โทษนั่นโทษนี่ และนั่นนี่ที่โทษนั้นมันมักจะไปลงที่คนอื่น แบบเต็มปากมั่งไม่เต็มมั่ง แต่ให้ตัวเองพ้นจากความผิดพลาดนั้นก็แล้วกัน มันก็เหมือนๆ กับที่เราด่าพวกนักการเมืองว่า เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นนั่นเอง นี่ก็อีกหนึ่งส่วนเหมือนของการเมือง
การประจบสอพลอล่ะมีไหม อาการชอบเอาอกเอาใจนายจนออกหน้าออกตา อาการด่าว่ากันกระทบกระแทกแดกดัน ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง ถึงนิสัยและความประพฤติ หรือการแสดงออกของใครต่อใคร ที่คนพูดคนนินทานั้นไม่ชอบ ขัดความรู้สึก และเกิดอาการเกลียดขี้หน้ากันขึ้นมา การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็เกิดขึ้นแล้วใช่ไหม
ตามธรรมชาติของคน มันอยู่คนเดียวไม่ได้ รู้สึกอะไรคนเดียวไม่ค่อยจะได้ จะต้องการให้คนอื่นเป็นพวกหรือให้นิยมชมชอบตัวเอง ให้เห็นดีเห็นชอบกับสิ่งที่ตัวทำและต้องการ พูดง่ายๆ ว่าต้องหาสมัครพรรคพวก หรือไม่ก็เข้าพวกกับเขา จะมีพวกได้ มันก็ต้องมีการชักจูง หว่านล้อมหรือการแสดงออกด้วยวิธีอื่นๆ ภาษาทางการเมืองเขาก็เรียกว่าล็อบบี้ มีพวกแล้วจะมีความหมายและมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อต้องมีการช่วยเหลือ ร่วมมือและสนับสนุนกัน ไม่งั้นจะเรียกว่าพรรคพวกได้ไง นี่ละการถือกำเนิดของ การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก ที่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ในทุกหนแห่ง นี่ไม่ใช่แนวเดียวกับ การเมืองแล้วจะเรียกว่าอะไร
ทีนี้การมีพวกมาก ก็มีน้ำหนักและการต่อรองมากขึ้น มีคนเกรงอกเกรงใจและเกรงบารมีเพิ่มขึ้น ถ้าไปเทียบกันคนที่มีพรรคมีพวกน้อยกว่า ระดับเล็กกว่าต่ำกว่าอะไรทำนองนั้น และคนที่โดดเดี่ยวก็จะถูกกันออกจากความสนใจไปเลย เพราะไม่มีใครช่วยไม่มีใครสนับสนุน
สมมติว่านายโดดเดี่ยวคนนั้นเป็นคนเก่งความรู้ดี แต่ไม่มีพรรคไม่มีพวก การจะใช้ความเก่งความสามารถและความซื่อสัตย์ ทำงานคนเดียวมันก็ไม่ได้ เพราะงานมันต้องไปเกี่ยวพัน และต่อเนื่องกับคนอื่นด้วย แล้วเขาไม่ให้ร่วมมืออย่างที่มันควรจะเป็น ผลงานมันก็คงไม่ออกมาอย่างที่คาดหมาย นายจะเห็นความเก่งนั้นได้อย่างไร แต่งานของพรรคพวกเขาเอง ได้รับความร่วมมือสนับสนุนเต็มที่ งานออกมาดีเข้าตานาย มันก็เข้าตำราการเมือง เรื่องของการปัดแข้งปัดขาอีกนั่นแหละ
นี่แค่การเมืองระดับพรรคระดับพวกเท่า นั้นนะ ไม่ใช่ระดับสูงหรือขนาดพวกที่อยู่แถวใกล้ๆ ยอดพีระมิด ระดับนั้นน่ะ ต้องใช้เกมการเมืองชนิดลึกซึ้งและหลายชั้นเข้าไปอีก ระดับล่างๆ มองไม่เห็นอ่านไม่ออกหรอก ต้องเชือดเฉือนกันด้วยชั้นเชิง และกลยุทธ์ที่นิ่มและลึกล้ำ
การเล่นละครเรื่องเพื่อนร่วมงานที่แสนดีต่อกัน สวมหน้ากากของคนซื่อใสบริสุทธิ์จริงใจ โอภาปราศรัยกันด้วยมธุรสวาจา แต่ภายในใจซ่อนมีดสั้นไว้พร้อม คอยพิฆาตอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น แนบเนียน เงียบเชียบ เมื่อใดที่อีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำและจังหวะที่เหมาะเจาะมาถึง เพื่อขจัดคู่แข่ง คู่ชิงเก้าอี้แห่งอำนาจและผลประโยชน์ ลาภยศสรรเสริญ ที่ต่างฝ่ายต่างหมายปอง

แล้วนี่ล่ะใช่การเมืองไหม ?

“โว้ย…ฟังแล้วเหนื่อยใจ ชาตินี้คงเอาดีกับอาชีพลูกจ้างนี่ไม่ได้ซะละมั้ง เพราะเล่นไม่เป็นแถมยังเกลียดเข้าไส้อีก
ไม่มีบริษัทหรือองค์กรที่ไหนบ้างหรือที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย ใครเก่ง ใครมีความสามารถ ใครขยัน ใครไม่โกง คนที่ทำงานด้วยกัน ก็มีความจริงใจกัน ต่างคนต่างทำตามหน้าที่ ไม่ฝักมีฝ่าย ไม่ต้องมีการเล่นพรรคเล่นพวก ใครก็ก้าวหน้าได้ วัดกันด้วยผลงาน”
“ขอโทษ ไม่เคยมีหรอกบริษัทหรือองค์กรที่ว่า แม้แต่ตามประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา อย่าหาว่าซ้ำเติมให้ท้อถอยเลยนะ”
“ถ้างั้นบอกหน่อยได้ไหม ว่าต้องทำอย่างไรกับชีวิตนี้ดี”

ในเมื่อเข้าใจและยอมรับได้แล้วว่า ในทุกองค์กรน่ะ มันมีการเมือง มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะหลบเลี่ยงได้ เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา สิ่งที่ต้องทำสิ่งแรกคือ “ทำใจ”
ถามว่าทำทำไม ? ทำเพื่ออะไร ?
ตอบง่ายๆ ว่า ทำใจไว้เพื่อจะได้ไม่หวาดกลัว หรือรู้สึกแย่ รู้สึกรังเกียจ เมื่อมองเห็นการเมืองที่มันเกิดขึ้น และเมื่อมันเข้ามาหาตัว เพราะรู้แล้วว่ามันคือเรื่องปกติธรรมดา จะได้ยักไหล่นิดๆ แล้วพูดกับตัวเองว่า ไม่เห็นมีอะไร

ต่อมาคือ “ทำหูทำตาให้กว้าง” คือมองและฟังทุกสิ่งทุกอย่าง พูดให้เป็นวิชาการหน่อย คือศึกษาทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อจะได้รู้ว่าองค์กรนี้เป็นยังไง วัฒนธรรมองค์กรเขาเป็นอย่างไร สังคมเขาอยู่กันแบบไหน ซีเรียส รู้สึกได้ถึงความกดดัน ทุกคนจะดูหวาดกลัว เกร็งหรือระแวง หรือเป็นกันเองสบายๆ ทุกคนดูมีความสุข ท่าทางเฟรนด์ลี่ดี หรือใน รูปแบบอื่นๆ
เหตุผลที่ต้องรู้ ก็เพื่อจะได้ทำตัวให้เข้ากับพวกเขาถูก ปรับตัวได้ไม่ยาก ไม่เป็นตัวประหลาดในสายตาและความรู้สึกพวกเขา
จากการศึกษาวัฒนธรรมของพวกเขา ก็จะเริ่มรู้เองว่าใครเป็นใคร ใครใหญ่ใครเล็ก ใครมีอิทธิพล ใครที่เป็นที่ดูจะมีคนนิยมชมชอบมากที่สุด ใครเก๋าชนิดทุกผู้คนเกรงใจ ยิ่งรู้มากขนาดใครเป็นกิ๊กกับใครได้ด้วยยิ่งดี
รู้มาไว้ก็เพื่อจะได้วางตัวของตัวเองได้ เหมาะสม ในท่ามกลางพวกเขาได้อย่างกลมกลืน จะได้พูดหรือทำตัวได้ แบบไม่เซ่อซ่าไปเหยียบตาปลาใครเขาเข้าให้ กับใครควรพูดยังไงแค่ไหน กับใครไม่ควรพูดอะไร ตรงนี้แหละที่สำคัญเอามากๆ ไอ้เรื่องพูดเนี่ยะ ให้ยึดภาษิตโบราณไว้ “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท”
เป็นคนใหม่ น่ะไม่ควรพูดมากแสดงออกมากเกินไป เอาแค่ท้วมๆ พอหอมปากหอมคอ มาในลักษณะการใช้มธุรสวาจาดีที่สุด อ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ ไม่ว่าอาจจะเข้าไปใหญ่กว่าใครบางคนก็ตาม คนไทยน่ะแพ้ทางคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ่งใหญ่ยิ่งสูงเท่าไหร่หากใช้ไม้นี้ละก็ ได้ผลทุกสถานการณ์
อย่าไปพูดวิจารณ์คนนั้นคนนี้ได้แหละเป็นดี ไม่ว่าใครเขาจะชวนเมาท์ชวนนินทายังไง ก็ให้ทำเซ่อ เอ๋อเหรอไปกับเขาก็พอ ถ้าถูกกระทุ้ง ให้ร่วมขบวนการนินทากาเล ก็ให้เลี่ยงๆ แบบอาจจะเป็นอย่างที่ว่ามั้งไม่รู้ซิ ไม่สนิทหรือรู้ รายละเอียดเพียงพอก็ว่าไป
ยิ่งวิจารณ์นโยบายของบริษัทขององค์กรละก็ รูดซิปปากไปเลย ไม่ว่าตัวเองจะไม่เห็นชอบด้วยยังไง เพราะมันเป็นอำนาจของคนที่ใหญ่ที่สุดในนั้น ถ้าเขาไม่ได้ออกมาเองเขาก็ต้องเห็นชอบแล้ว ไม่งั้นจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร
เหตุผลก็คือ จะได้ไม่มีใครเอาคำพูดหรือการวิจารณ์นั้นไปต่อยอดหรือใส่สี ไปแพร่ลับหลังยังไงก็ไม่มีสิทธิ์จะรู้ได้ ซึ่งมันอาจจะทำให้เกิดภัยกับตัวเอง ถูกเพ่งเล็งหรืออาจถูกจัดอยู่ในประเภทนักต่อต้าน พวกหัวแข็งหรือหัวหมอนั่นไปเลย ทั้งๆ ที่สิ่งที่พูดไปมันไม่ใช่สักนิด แบบนี้เค้าเรียก “โอษฐภัย”
เวลาทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่น ก็ควรยึดแนวประสานงานไม่ใช่ประสานงา มันต้องรู้จักยืดหยุ่น อะลุ้มอล่วย นิดๆ หน่อยๆ ก็ยอมเขาไป แต่หากมันมากเกินไปหนักหนาเกินไป ถ้ายอมก็คงจะเกิดผลเสียกับตัวเอง มันก็ต้องหาวิธีลดแรงปะทะ จะด้วยบุคคลที่สาม หรือหาทางเบี่ยงแบน ออกมาในทางประนีประนอม
ที่ต้องทำอย่างนั้น ทั้งๆ ที่อาจจะมองว่าเสียเปรียบก็ตามที แต่การไม่สร้างศัตรู ผูกแต่มิตรต่างหากที่จะได้เปรียบในระยะยาว เหตุผลก็คือ ผู้หลักผู้ใหญ่จะมองว่าเป็นคนที่ผู้คนยอมรับมาก ทำงานไม่มีปัญหากับใคร แปลว่ามีทักษะในเรื่องคนเป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถทำงาน กับคนประเภทเจ้าปัญหาได้สบายๆ เข้ากับใครก็เข้าได้ เฮนเดิลคนได้ ซึ่งนั่นแหละ มันคือแต้มต่อสำหรับคุณสมบัติของคนที่จะนำคนอื่นได้
ตลอดเวลาที่ทำงาน นอกจากจะต้องทำงานแบบรู้จริงรู้ลึกแล้ว ยังต้องรู้จักพัฒนาตัวเองไม่ใช่รู้แค่ไหนก็รู้ แค่นั่นแหละ ที่ต้องมีฝักมีฝ่ายมีพรรคมีพวก ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ มันไม่มีใครที่จะบีบบังคับได้จริงๆ หรอก ให้ทำตัวเป็นสวิตเซอร์แลนด์ประเทศเป็น กลางนะดีที่สุด คือเข้ากันกับทุกฝ่ายได้ เหมือนกับตอบกลับไปโดยไม่ต้องพูดว่า “กูนะเป็นพวกกับทุกคน กูอยู่ทุกข้าง แม้แต่ข้างมึงก็เถอะ”
เมื่อไหร่ต้องตกอยู่ท่ามกลางเกมการเมืองระหว่างขั้วต่างๆ ก็ต้องพยายามที่จะเข้าใจและรับรู้ ไม่ใช่ว่าใครจะเล่นใคร ใครจะทำยังไงกับใครก็เชิญ ฉันไม่เกี่ยว เพราะการเข้าใจและรับรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น ใครกำลังเลื่อยขาเก้าอี้ใคร ใครโจมตีกดดันใคร เพื่ออะไรนั้น มันจะทำให้สามารถหาทางออก ที่ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือใคร หรือให้ใครยืมมือไปใช้เล่นงานผู้อื่น ด้วยการหลีกเลี่ยงและถอยห่างอย่างมีชั้นเชิง
ผลทางการเมืองมันจะออกมา แบบว่ามีฝ่ายหนึ่งได้ และอีกฝ่ายหนึ่งเสีย แต่คนที่ฉลาดนั้นต้องไม่ให้เสีย แม้จะไม่ได้ก็ตาม จะไม่ให้เสีย มันก็ต้องรู้จักการก้าวเดิน ต้องดูตาม้าตาเรือเป็น วิเคราะห์ให้ได้ว่าฝ่ายไหนจะประสบผลสำเร็จในเกม ก็พอจะรู้ว่าควรเอาใจเชียร์ใคร แค่ด้วยแววตาและสีหน้าเท่านั้น ก็เป็นการส่งเมสเซสพอเพียงแล้ว ไม่ต้องถึงกับพูดและแสดงออกอย่างชัดเจนอะไรเลย
ไม่ต้องประจบประแจงใคร ถ้าไม่ชอบไม่ต้องฝืนใจ เพียงแต่ต้องรู้จักทำตัวให้มันอยู่ในเฟรม ไม่ใช่หลุดเฟรม คือหมายความว่าต้องทำตัวให้อยู่ในสังคม ในกิจกรรมต่างๆ ยิ่งนายร่วมด้วย ก็ไม่ควรจะขาดจะหลุดไปจากเฟรม ทำตัวให้เขาเห็นให้เขารู้บ้าง ว่าลูกน้องคนนี้เข้ากับสังคมนี้ได้อย่างสบาย
ในชีวิตการทำงาน คนที่มีอิทธิพลในอันที่จะทำให้เราได้เจริญก้าวหน้า หรือตกต่ำย่ำอยู่กับที่นั้น คือคนที่เป็นหัวหน้าเราโดยตรง คนที่เป็นนายสูงขึ้นไปและตัวเราเอง
เพราะว่าโอกาสของเรานั้นอยู่ในมือพวกเขา ถ้าเขาเป็นคนให้ เป็นคนที่ชอบเปิดโอกาสให้ลูกน้อง ทั้งฝึกทั้งสอน ทั้งปกป้องและสนับสนุน เราก็โชคดี มีความเป็นไปได้สูงที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ดังนั้นจงให้ความนับถือและยำเกรงเขา ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ขยัน อดทนและมุ่งมั่น มีความซื่อสัตย์สุจริต รักษาผลประโยชน์ขององค์กร ประดุจองค์กรนั้นเป็นของเรา นั่นคือสิ่งที่ควรทำและหาก ทำตามนี้ได้ การเมืองในองค์กรมันก็ไม่ได้มี อะไรที่จะน่ากลัว สามารถที่จะอยู่ไปพร้อม กับมันอย่างไม่มีปัญหาใดๆ และเจริญก้าวหน้าได้ด้วย
เพราะคนที่เป็นนายนั้น เขาต้องการคนที่ทำให้การเมืองในองค์กรเชื่องได้ แบบไม่ต้องเล่นด้วยซ้ำ ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของเขา

ที่มา : สุจินต์ จันทร์นวล,ประชาชาติธุรกิจ   วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3853 (3053)

 

 

ข้อความนี้ถูกเขียนใน บทความ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

3 ตอบกลับไปที่ “การเมือง”ในองค์กร (office politic)

  1. ป.วิชิต อินทร์ปรุง พูดว่า:

    ป.ปรีชา ก็มีอะไรดีๆ มากมาย แต่บางทีก็ไม่มีเวลาอ่าน ชอบอ่านแต่หัวข้อความเท่านั้น เนื้อในอ่านไม่ได้แล้วสายตาไม่ดี แก่แล้ว

  2. ผดด.คนหนึ่ง พูดว่า:

    ได้อ่านและเข้าใจและจะนำไปปฏิบัติแต่จะทำได้มากแค่ไหนก็ไม่รู้นะคะเพราะองค์กรเป็นแบบนี้มีแต่การแกร่งแหย้งชิงดีชิงเด่น ฟ้องนายขายเพื่อน การใส่ร้ายป้ายสี ไม่รู้ว่าตัวเองจะอดทนได้มากน้อยแค่ไหน มันเหนื่อยนะคะ ยิ่งผู้บริหารไม่ชอบครอบครัวดิฉันเป็นการส่วนตัวซะด้วยจะออกก็เกรงใจพ่อแม่ที่รอเห็นความสำเร็จของลูกอยู่ ขอบคุณนะคะที่นำข้อความดีๆมาให้ยึดถือแล้วจะนำไปปฏิบัติค่ะ

  3. ป.ปรีชา พูดว่า:

    ใช้สมัครได้ครับ แต่ก็ต้องรับเงินเดือนระดับปริญญาตรี ถ้าสอบได้ค่อยมาปรับให้ได้เงินเดือนตามวุฒิอีกชั้นหนึ่งครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *