การวางตัวเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ท่ามกลางบรรยากาศของการเมืองไทยที่อยู่ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งอยู่ขณะนี้ ประชาชนและองค์กรที่มีหน้าที่ในการควบคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมต่างพยายามจับจ้องไปยังบรรดานักการเมืองและผู้สนับสนุนนักการเมืองทั้งหลายว่าจะมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่อย่างไร โดยหลงลืมหรือมองข้ามเหล่าบรรดาข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนไม่น้อยที่กำลังเดินตามหลังนักการเมืองอยู่ต้อย ๆ ทั้งที่เป็นเวลานอกราชการว่าเหมาะสมหรือไม่เพียงใด

ในการเลือกตั้งก่อนปี ๒๕๔๘ ย้อนไปในอดีตเวลามีการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะระมัดระวังตัวเป็นพิเศษในการที่จะไม่กระทำการใดใดอันจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะไม่แน่ใจว่าใครจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งย่อมส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลตามมา หากพลาดพลั้งเลือกข้างผิดไปก็อาจประสบเหตุเพทภัยจนเก็บข้าวของกันไม่ทันจากผลของการเช็คบิลของผู้ชนะการเลือกตั้ง

แต่ในการเลือกตั้งตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ที่ผ่านมา และที่จะมีขึ้นใน ๒ เม.ย. ศกนี้ ค่อนข้างชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ฉะนั้น เราจึงเห็นความไม่เป็นกลางอย่างชัดเจนจากเหล่าบรรดาข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายที่เอียงกระเท่เร่อย่างออกหน้าออกตาโดยไม่หวั่นว่าจะต้องถูกลงโทษในภายหลังเพราะมั่นใจว่าคงเลือกถูกข้างแน่นอน

อันที่จริงแล้วการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น มาตรา ๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้กำหนดแนวทางสำหรับบุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับประชาชนต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากละเลยหรือไม่ปฏิบัติ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิขอให้บุคคลนั้นหรือผู้บังคับบัญชาของบุคคลดังกล่าวชี้แจงแสดงเหตุผลและขอให้ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรานี้ได้

ซึ่งก็หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับ ประชาชนต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองนั่นเอง ส่วนการที่จะวางตัวเช่นไรจึงจะเหมาะสมนั้นได้มีระเบียบสำนักคณะรัฐมนตรีว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๙๙ วางระเบียบไว้เป็นแนวทางที่ข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นจะสามารถนำไปใช้โดยอนุโลมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

โดยระเบียบดังกล่าวได้วางแนวทางการปฎิบัติไว้ว่าข้าราชการพลเรือนจะนิยมหรือเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใด ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะไปประชุมอันเป็นการประชุมของพรรคการเมืองนั้นเป็นการส่วนตัวก็ได้ แต่ในทางที่เกี่ยวกับประชาชนและในหน้าที่ราชการต้องกระทำตนเป็นกลาง ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงพรรคการเมือง และไม่กระทำการให้เป็นการฝ่าฝืนวินัยที่กำหนดไว้สำหรับข้าราชการพลเรือน กับต้องไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้าม ดั่งต่อไปนี้ด้วย คือ

(๑) ไม่ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองใด ๆ เว้นแต่ผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภท ๒ หรือข้าราชการการเมือง

(๒) ไม่ใช้สถานที่ราชการในกิจกรรมทางการเมือง

(๓) ไม่วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลให้ปรากฏแก่ประชาชน

(๔) ไม่แต่งเครื่องแบบราชการไปร่วมประชุมพรรคการเมือง หรือไปร่วมประชุมในที่สาธารณะสถานใด ๆ อันเป็นการประชุมที่มีลักษณะทางการเมือง

(๕) ไม่ประดับเครื่องหมายของพรรคการเมืองในเวลาสวมเครื่องแบบราชการ หรือในเวลาราชการ หรือในสถานที่ราชการ

(๖) ไม่แต่งเครื่องแบบของพรรคการเมืองเข้าไปในสถานที่ราชการ

(๗) ไม่บังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือประชาชน เป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใด และไม่กระทำการในทางให้คุณให้โทษ เพราะเหตุที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนนิยม หรือเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

(๘) ไม่กระทำการขอร้องให้บุคคลใดอุทิศเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง

(๙) ไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใด ๆ ให้เป็นการเปิดเผยในที่ประชุมพรรคการเมือง และในที่ที่ปรากฏแก่ประชาชน หรือเขียนจดหมายหรือบทความไปลงหนังสือพิมพ์ หรือพิมพ์หนังสือหรือใบปลิว ซึ่งจะจำหน่ายแจกจ่ายไปยังประชาชนอันมีข้อความที่เป็นลักษณะของการเมือง

(๑๐) ไม่ปฏิบัติหน้าที่แทรกแซงในทางการเมือง หรือให้การเมืองเป็นเครื่องมือ เพื่อกระทำกิจกรรมต่าง ๆอาทิ วิ่งเต้นติดต่อกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมือง เพื่อให้นำร่างพระราชบัญญัติหรือญัตติเสนอสภาฯ หรือตั้งกระทู้ถามรัฐบาล

(๑๑) ในระยะเวลาที่มีการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่แสดงออกโดยตรง หรือโดยปริยาย ที่จะเป็นการช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ ในทางกลับกัน ไม่กีดกัน ตำหนิติเตียน ทับถม หรือให้ร้ายผู้สมัครรับเลือกตั้ง               

ฉะนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดที่มีหน้าที่ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนประพฤติตนหรือปฏิบัติตนเข้าข่ายดังที่ว่ามาข้างต้นก็อาจถูกข้อหาว่าวางตัวไม่เป็นกลางได้ ซึ่งอาจจะต้องถูกดำเนินการตามมาตรา ๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งผลที่ตามมาก็คงเป็นเรื่องการดำเนินการทางวินัยหากผู้บังคับบัญชา(ที่มีใจเป็นกลางและเป็นธรรม)เห็นว่าผิดจริง

ถึงแม้ว่าระเบียบนี้จะออกมาตั้งแต่ ๑๖ มีนาคม ๒๔๙๙ แล้วก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกหรือกำหนดแนวทางเป็นอย่างอื่น และหากเนื้อหาส่วนใดที่นำมาใช้ไม่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้วไซร้ระเบียบนี้ย่อมมีผลบังคับใช้เสมอ

ลองสังเกตดูสิครับว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับประชาชนประพฤติตนอย่างนี้หรือไม่รวมถึงตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ตามลองถามตนเองว่าประพฤติ

ปฏิบัติตนเป็นไปตามระเบียบดังกล่าวหรือไม่อย่างไร

ที่มา : ชำนาญ จันทร์เรือง

ข้อความนี้ถูกเขียนใน บทความ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

15 ตอบกลับไปที่ การวางตัวเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

  1. ป.วิชิต อินทร์ปรุง พูดว่า:

    อันตรายมากๆๆๆ ทำอะไรต้องยุติธรรม ว่างตัวให้ดีๆ ว่างเฉย ปล่อยว่าง เสียบ้าง อย่าเอาดีใส่ตัวอย่าเอาชั่วใส่คนอื่นๆ

  2. น้องชายไม่ผิด พูดว่า:

    สวัสดีค่ะปลัดปรีชา ดิฉันมีเรื่องที่จะรบกวนปรึกษาเกี่ยวเกมการเมืองคือว่า อบต.ที่ดิฉันสังกัดได้นายกเข้ามาใหม่เมื่อปลายปีที่แล้วซึ่งนายกใหม่เค้าไม่ปลื้มกับครอบครัวดิฉันซึ่งตลอดเวลาที่หาเสียงนั้นมีเสียงมาหนาหูมากว่าจะเอาดิฉันและน้องชายที่ทำอยู่ออกให้หมด จนปัจจุบันเราทำงานกันโดยเคร่งครัดพยายามไม่ให้มีข้อบกพร่องใดๆทั้งสิ้นแต่แล้วเค้าก็ได้ช่องทางที่จะเอาน้องชายออก ต้องบอกก่อนว่าน้องชายทำงานมานาน 8 ปี อยู่ในตำแหน่งเกี่ยวกับการส่งหนังสือต่างๆ และก่อนที่จะได้นายกคนใหม่นี้ได้สอบปรับเปลี่ยนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ป้องกันฯแต่ก็ได้มอบหมายหน้าที่ให้ส่งหนังสืออีก จนปัจจุบันเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมได้มีหนังสือให้นำส่งผู้ใหญ่บ้านซึ่งก็ไปส่งปกติแต่นายกบอกว่าผู้ใหญ่บ้านไม่ได้รับหนังสือ 3 ราย จึงสั่งลงโทษพักงาน 15 วัน และตัดเงินเดือนอยากทราบว่าเรื่องแค่นี้นายกมีสิทธิสั่งลงโทษร้ายแรงขนาดนี้ได้หรือคะสั่งโดยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบ กรณีที่ไม่ได้รับหนังสือเพราะไม่มีใครอยู่บ้านสักรายก็ได้วางไว้บนโต๊ะและนำแจกันบนโต๊ะทับอีกซึ่งสะดุดตามาก เค้าเป็นญาติกับนายกและพักพวกกัน อยากขอความเห็นในกรณีนี้คะว่าผิดจริงหรือไม่ถ้าผิดจริงจะยอมรับความจริงและยินดีลาออก ส่วนดิฉันได้สอบครูผู้ดูแลเด็กได้และเคยเรียนปรึกษาปลัดมาหลายครั้งเกี่ยวนายกไม่ปลื้มแล้วยังปลัดที่อบต.อีกเกี่ยวปัญหาต่างๆที่เกิดซึ่งปัจจุบันดิฉันอดทนมาตลอดตอนนี้เกือบครบทดลองปฏิบัติแล้วยังกลัวอยู่เลยว่าจะไม่ผ่านการประเมินเพราะนายกจ้องเล่นงานอยู่สังเกตจากเวรประจำวันเวรคนอื่นไม่เคยมาดูมาตรวจเวรดิฉันมาตั้งแต่ 07.00 น.และพยายามจะจับผิดไม่รู้ว่าดิฉันสำคัญมากกว่างานพัฒนาตำบลอย่างอื่นหรืออย่างไง รบกวนปรึกษาและข้อคำเสนอแนะด้วยนะคะ ขอบพระคุณคะ

  3. ป.ปรีชา พูดว่า:

    คนมีอำนาจ ถ้าใช้อำนาจไม่เป็น หรือบริหารอำนาจไม่เป็น ก็มีแต่พังกับพัง ครับ อำนาจก็เปรียบเหมือนกับงูพิษ ถ้าควบคุมมันไม่ได้มันก็จะกัดตัวเอง ขอรายละเอียดเพิ่มเติมทางโทรศัพท์ดีกว่าครับ 085-6933747 จะได้เป็นความลับด้วย

  4. น้องชายไม่ผิด พูดว่า:

    สวัสดีค่ะ ป. ปรีชา ความคืบหน้าตอนนี้มีหนังสือเป็นคำสั่งลงโทษ พักงาน 15 วัน หักเงินเดือนเรียบร้อย โดยไม่มีกรรมการสอบ อย่างนี้เราต้องรับโทษโดยไม่มีกรรมการสอบ มันไม่เป็นธรรมแก่คนทำงาน แย่มากๆสำหรับ อปท.ที่มีผู้บริหารใช้อำนาจในทางมิชอบ ยังไงก็ขอขอบพระคุณท่านปลัดที่ให้คำแนะนำที่ดีๆ ต่อจากนี้ไป น้องชายคงจะลาออกเป็นขั้นตอนถัดไป ขอบคุณค่ะ

  5. ป.ปรีชา พูดว่า:

    เอาอย่างนี้แล้วกันครับโทษทางวินัยของพนักงานจ้าง มี ๔ สถาน คือ
    (๑) ภาคทัณฑ์
    (๒) ตัดค่าตอบแทน
    (๓) ลดขั้นค่าตอบแทน
    (๔) ไล่ออก
    จะเห็นได้ว่า ไม่มีการสั่งพักงาน คุณลองหาประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด…………… เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพนักงานจ้าง มาอ่านดูครับ หมวด ๗ วินัยและการรักษาวินัย โดยเฉพาะข้อ ๕๐ ข้อ ๕๑
    เขาเขียนไว้ชัดเจนว่า ให้นายก อปท.แต่งตั้ง คกก.สอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนโดยเร็ว (ลองอ่านดู) เอาเป็นว่าคุณถ่ายสำเนาคำสั่งพักงาน และคำสั่งหักเงินเดือนไว้ แล้วดำเนินการอุทธรณ์ร้องทุกข์ไปยัง ก.อปท.จังหวัด ตามข้อ ๕๓ ก่อนว่าการดำเนินการลงโทษดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย และคุณไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการดำเนินการดังกล่าว อย่าเพิ่งลาออกครับไม่งั้นคนชั่วจะได้ใจ ผมยินดีให้คำปรึกษานะ อย่าท้อครับ

  6. น้องชายไม่ผิด พูดว่า:

    เรียนถึงความคืบหน้า ตอนนี้น้องชายได้ลาก่อนอย่างถูกต้องแล้วเพราะทนความกดดันไม่ไว้หนังสืออุทธรณ์ได้ถึง จว. แล้วแต่เจ้าหน้าที่ที่รับไว้บอกว่าต้องเป็นไปตามขั้นตอนแล้วจะคืนเงินให้อยากเรียนถามปลัดว่าใช้ระยะเวลาแค่ไหนถึงจะรู้ผลค่ะ ขอบคุณค่ะสำหรับคำแนะนำต่างๆค่ะ

  7. ป.ปรีชา พูดว่า:

    ใช้ระยะเวลานานมากครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ก.อบต.แต่ละจังหวัด บอกระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอนยากมากครับ ของผมร้องทุกข์ไปแล้ว ปีกว่ายังไม่คืบหน้าเลย และไม่มีวี่แววว่าจะคืบหน้าด้วย……

  8. น้องชายไม่ผิด พูดว่า:

    ขอขอบพระคุณ…ในความกรุณาของท่านปลัดที่ได้ชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาต่างๆให้…หลังจากนี้ก็รอความยุติธรรมว่าจะมีจริงในสังคมหรือเปล่าหรือว่าอาจจะเสียเวลาเปล่าๆก็เป็นได้.

  9. ต้องใช้กม.อะไรคะ พูดว่า:

    ถ้าในการเลือกตั้ง อบต. สมาชิก อบต.นะคะ และ ลูก ๆ ของผู้สมัครส่วนนึงก็ทำงานที่อบต.ด้วย โดยมีตำแหน่งเป็นข้าราชการ และต่อมาเมื่อมีการหาเสียง ลูกของผู้สมัครคนนั้นได้ไปเดินหาเสียงด้วย และมีการโพสต์ในเฟชบุ๊คของตน ซึ่งเปิดแบบสาธารณะ ให้เลือกเบอร์ทีพ่อหรือ แม่ของตัวเองลง รับสมัคร อย่างนี้ จะถือว่าเป็นความผิด และต้องใช้กม.อะไรคะ

  10. คุณ ออ พูดว่า:

    สมาชิกสภาเทศบาล สามารถสนับสนุน ช่วยหาเสียงให้บุคลที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศบาลได้มั้ยคะ

  11. รังสรรค์ พูดว่า:

    ผมมีข้อสอบถามเกี่ยวกับการมำหน้าที่ของปลัดเทศบาลในฐานะผอ.การเลือกตั้ท้องถิ่นครับว่าควรจะวางตัวอย่างไรให้เป็นกลาง

  12. ป.ปรีชา พูดว่า:

    แนะนำให้วางตัวเป็นกลางจริงๆ ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครับ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดโดยยึดหลักกฎหมาย และหลักความเสมอภาคครับ

  13. กัณฒิภัช อินทร์บำรุง พูดว่า:

    สมาชิกสภาเทศบาล สามารถสนับสนุน ช่วยหาเสียงให้บุคลที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศบาลได้มั้ยครับ

  14. ป.ปรีชา พูดว่า:

    สามารถนับสนุน ช่วยหาเสียงได้ครับ

  15. ชัชชัย พูดว่า:

    พนักงานส่วนท้องถิ่น ใส่เสื้อพรรคการเมือง นอกเวลาราชการได้หรือไม่ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *